วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หลักการดำเนินคดีอาญา


หลักการดำเนินคดีอาญา

     เมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้นมาแล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐที่จต้องทำการปราบปรามความผิดที่ได้กระทำฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐ โดยเฉพาะการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา เพื่อไม่ให้ประชาชนในรัฐใช้กำลังจัดการแก้แค้นกันเองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เหมือนแต่ก่อนจะมีการสถาปนารัฐเกิดขึ้น รัฐมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อจัดการกับความผิดดังกล่าว กลไกเช่นว่านี้ คือ กระบวนยุติธรรมทางอาญา เช่น การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาล

     โดยองค์กรต่างที่รัฐสร้างขึ้นมานี้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่รัฐกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งมาจากหลัก The rule of Law อันเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ แต่รัฐเองก็ไม่สามารที่จะบัญญัติกฎหมายให้ครอบคุมได้ทุกกรณีหรือในบางกรณีรัฐก็ต้องปล่อยให้บางองค์กรสามารถใช้อำนาจได้ตามดุลพินิจบ้าง ตามความเหมาะสม ซึ่งหลักการพื้นฐานอันเป็นที่มาของการดำเนินคดีอาญาขององค์กรดังกล่าว มีพื้นฐานมาจากหลักการดังต่อไปนี้


1. หลักการดำเนินคดีอาญาตามตามกฎหมาย (Legality Principles)

     เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น และการกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดอาญาแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความผิดและต้องถูกดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้เริ่มดำเนินคดีกับผู้ที่ได้การทำความผิดทุกกรณี โดยจะมีผู้ร้องทุกข์หรือไม่[1] ก็ต้องทำการสอบสวนฟ้องร้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและเข้าสู่กระบวนยุติธรรมทางอาญา โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างนั้น ไม่สามารที่จะใช้ดุลพินิจไปในทางอื่นได้ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายได้กำหนดไว้เท่านั้น และเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแล้วอัยการจะถอนฟ้องคดีผู้นั้นต่อศาลไม่ได้ จะต้องดำเนินคดีจนกว่าคดีจะสิ้นสุด[2] ซึ่งเป็นหลักประกันความเท่าเทียมกันทางกฎหมายของประชาชน ว่าเมื่อใดก็ตาม หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แล้วประชาชนที่ได้กระทำความผิดนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีและเข้าสู่กระบวนยุติธรรมอย่างเดียวกัน  และการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดทุกกรณีนั้นยังเป็นการป้องกันการใช้อิทธิพลเพื่อแทรกแซงการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนยุติธรรมด้วย และเมื่อเข้าสู่กระบวนยุติธรรมแล้ว ย่อมไม่อาจจะยุติการดำเนินคดีได้ เพราะถือว่าคดีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วตาม “หลักเปลี่ยนแปลงมิได้” ซึ่งถือเป็นหลักประกันในทางอาญา และเมื่อพิจารณาตามหลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย(Legality Principles) แล้วจะเห็นว่ามาจากแนวคิดทฤษฏีแก้แค้น ซึ่งเปรียบเสมือนการดำเนินคดีอาญาของรัฐนั้นเปรียบเสมือนเป็นการแก้แค้นทดแทน ผู้ที่ได้กระทำความผิดแทนผู้เสียหาย

     การฟ้องคดีของอัยการในระบบนี้นั้นการพิจารณาว่าฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า การกระทำของผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นการกระทำครบองค์ประกอบความผิดอาญาครบถ้วนหรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาได้กระทำครบองค์ประกอบความผิดจริงก็ต้องฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาลเสมอ และในบางกรณีหากอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี ศาลก็มีอำนาจที่จะเรียกสำนวนการสอบสวนไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และหากศาลมีความเห็นแตกต่างจากอัยการ ศาลก็มีอำนาจสั่งให้อัยการฟ้องคดีอาญาเรื่องนั้นต่อศาลได้

     หลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย(Legality Principles) นั้นถือว่าเป็นหลักประกันความเสมอภาคให้กับประชาชนทุกคน หากมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดอาญาแล้ว ผู้นั้นต้องถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะกระทำความผิดด้วยเหตุใดก็ตาม ดังนั้นทำให้ตัดปัญหาเรื่องการใช้อิทธิพลในการเข้าแทรกแซงกระบวนยุติธรรม เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนยุติธรรมก่อนจะถึงชั้นศาลไม่อาจจะใช้ดุลยพินิจในการไม่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีที่มีมูลได้ แต่หลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายนั้นมีข้อเสีย คือ ไม่มีการกลั่นกรองคดีที่ขึ้นสู่ศาลทำให้มีประมาณที่ขึ้นสู่ศาลมีจำนวนมาก และเป็นการฟ้องคดีตามกฎหมายนั้นทำให้อัยการไม่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดี จะมีหน้าที่เพียงแต่เป็นผู้นำจำเลยฟ้องคดีต่อศาลเท่านั้น และเป็นการดำเนินคดีที่แข็งกระด้างเกินไปทำให้การดำเนินคดีอาญานั้นไม่ยืดหยุ่นและอาจไม่เหมาะสมกับสภาวะทางสังคม


2. หลักการดำเนินคดีอาญาตามดุลพินิจ (Opportunity Principle)
                   
     หลักการดำเนินตามดุลพินิจนั้น เป็นหลักที่ตรงกันข้ามกับหลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอัยการสามารถใช้ดุลยพินิจในการไม่ดำเนินคดีอาญาที่มีมูล ซึ่งปรากฏตามการสอบสวนและพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือมีมูลว่าน่าจะกระทำความผิด ซึ่งอัยการสามารถใช้ดุลยพินิจเป็นคดีๆ ไป โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง หากมีเหตุที่ไม่สมควรจะฟ้องผู้ต้องหารายนั้นต่อศาล  เช่น อายุ บุคลิกภาพลักษณะ สภาพแวดล้อมของผู้กระทำผิดและองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งทำให้อัยการสามารถที่จะใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีกับผู้ต้องหารายนั้นได้ และจากหลักการดำเนินคดีอาญาตามดุลยพินิจนี้แม้อัยการจะได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว หากเห็นว่าไม่ควรจะดำเนินคดีอาญากับจำเลยนั้นอีกต่อไป อัยการก็สามารถถอนฟ้องคดีนั้นจากศาลได้[3]
                   
     เนื่องจากการดำเนินคดีตามกฎหมายนั้นเป็นการเข้มงวดเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้มีการกลั่นกรองคดีที่จะขึ้นสู่ศาล การที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้อัยการสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีมีมูลได้นั้น เป็นการคลายความเข้มงวดของการดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามทฤษฏีการลงโทษในปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนแปลงไป จากการลงโทษที่มุ่งแก้แค้นทดแทน ซึ่งเรียกว่า “ทฤษฎีแก้แค้น (retributive theory) มาเป็นการลงโทษโดยมุ่งเพื่อ”การป้องกันทั่วไป”(General Prevention)[4] กล่าวคือ การลงโทษควรกระทำเพื่อให้ผู้กระทำความผิดเห็นว่าสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้นิ่งดูดายกับการกระทำความผิดอันนั้น และเป็นการเตือนบุคคลที่ยังไม่ได้กระทำความผิดให้ตระหนักว่าหากเขาได้กระทำความผิด เขาอาจะจะต้องถูกดำเนินคดี และการลงโทษยังต้องเหมาะสมกับการกระทำความผิดและความชั่วของผู้กระทำเพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นกลับตัวกลับใจไม่กระทำความผิดต่อไป ซึ่งเป็นการลงโทษโดยมีจุดประสงค์เฉพาะ “การป้องกันพิเศษ” (Special Prevention)
                
     ข้อดีของการฟ้องคดีของอัยการที่สามารถใช้ดุลพินิจในการดำเนินคดีอาญาได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพสังคมแลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป[5] ทำให้อัยการสามารถที่จะกลั่นกรองคดีอาญาก่อนขึ้นสู่ศาลได้ หากคดีใดอัยการเห็นว่าการไม่ฟ้องคดีอาญาเรื่องนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า ก็จะช่วยกั่นกรองคดีที่ไม่สมควรจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ช่วยให้คดีอาญาไม่ล้นศาล และการสั่งไม่ฟ้องคดีมีมูลของอัยการยังสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะคดีอาญาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างอาศัยกฎหมายอาญาเพื่อโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง และคดีความผิดทางการเมืองนั้น ซึ่งผู้กระทำความผิดมีความแต่ต่างจากผู้กระทำความผิดอาญาทั่วไป อัยการสามารถใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีความผิดอาญาทางการเมืองที่มีมูลได้ 





เฉลิมวุฒิ สาระกิจ 
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิยาลัยพะเยา




[1] คณิต ณ นคร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 6. น. 401.
[2] ณรงค์ ใจหาญ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5. น. 33.
[3] เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, “ดุลพินิจในการไม่ฟ้องคดีอาญาที่มีมูลของอัยการในสหรัฐอเมริกา” , วารสารนิติศาสตร์,  ปีที่ 10, ฉบับที่ 1, (พ.ศ. 2525). น. 160.
[4] คณิต ณ นคร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 6. น. 402.
[5] ณรงค์ ใจหาญ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5. น. 34.

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Parties to Crime(ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด)




Parties to Crime (ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด)


ตามกฎหมายของ Common Law ได้แยกผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดออกเป็น 4 ประเภท

          1. Principal in the first degree หมายถึง ผู้ลงมือกระทำความผิด เช่น เป็นคนยิง เป็นคนใช้กำลังทำร้ายร่างกาย เป็นคนเอาทรัพย์ไป เป็นคนหลอกลวงเหยื่อ

          2. Principal in the second degree หมายถึง ตัวการ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด เช่น คนคอยดูต้นทาง พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ (อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ)

          3. Accessory before the fact หมายถึง ผู้ที่ช่วยเหลือผู้กระทำผิด "ก่อน" ที่จะมีการลงมือกระทำผิด แต่มิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ หรือใกล้กลับที่เกิดเหตุ

          4. Accessory after the fact หมายถึง ผู้ที่ช่วยเหลือผู้ลงมือ "หลัง" จากได้ลงมือกระทำผิดแล้ว เช่น การช่วยเหลือให้หลบหนีไม่ให้ถูกจับกุม

          ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย Principal in the first degree หมายถึง บุคคลที่เป็นผู้ร่วมกับผู้ลงมือกระทำผิด ซึ่งเรียกว่า ตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 "ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"

          ส่วน Accessory before the fact คือ บุคคลที่ให้การช่วยเหลือก่อนที่ผู้ กระทำผิดจะได้ลงมือกระทำผิด เช่น ให้ยืมอาวุธ ให้ยืมพาหณะ ซึ่งตามกฎหมายอาญาไทยเรียกว่า "ผู้สนับสนุน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 "ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น" (ตามกฎหมายอาญาไทยการช่วยเหลือ ก่อน หรือ ขณะกระทำความผิด)

           ส่วน Accessory after the fact ที่ช่วยเหลือผู้ลงมือ "หลัง" จากได้ลงมือกระทำผิดแล้ว ตามกฎหมายอาญาของไทย ไม่ถือว่าเป็นความผิดร่วมกับผู้กระทำผิด เช่น หลังจากนายดำผู้กระทำผิดได้ลักทรัพย์แล้วกลัวตำรวจจับ หนีไปยังบ้านนายแดงซึ่งให้ที่หลบซ่อน แม้นายแดงจะทราบอยู่ก่อนแล้วว่านายดำไปลักทรัพย์มา นายแดงก็ยังให้ที่หลบซ่อน นายแดงก็ไม่ใช่ผู้สนับสนุนในความผิด ฐานลักทรัพย์ เพราะตามกฎหมายอาญาของไทย ผู้สนับสนุนหมายถึง ผู้ที่ให้การช่วยเหลือ ก่อน ที่จะลงมือกระทำผิดเท่านั้น หากเป็นการให้ความช่วยเหลือหลักจากระทำผิด ก็ต้องไปพิจารณาดูอีกทีว่า การกระทำของผู้ให้การช่วยเหลือ มีการบัญญัติเป็นความผิดไว้ต่างหากหรือไม่

          เช่น อาจมีความผิดฐานให้ที่พำนักหรือซ่อนเร้น ผู้กระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 "ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำ ความผิด หรือเป็นผู้ต้อง หาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
..................................

อ้างถึง ศ.ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย(English for Lawyer)

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง



การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง


1. ทำไมต้องห้ามไม่ให้มีการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

          คดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูง(ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา) ควรเป็นคดีที่มีความสำคัญซึ่งมีโทษตามกฎหมายค่อนข้างสูง ส่วนคดีเล็กๆ น้อยๆ เมื่อได้มีการต่อสู้คดีกันในศาลชั้นต้น จนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้วควรจะเสร็จสิ้น หากปล่อยให้คดีอาญาขึ้นสู่การพิจารณาศาลสูงมากเกินไปทั้งคดีเล็กๆ น้อยๆ จะกลายเป็นภาระของศาลสูงซึ่งมีน้อย และหากปล่อยมีการต่อสู่กันในข้อเท็จจริงในคดีเล็กๆน้อยๆ ก็จะทำให้คดีต้องล่าช้า อันอาจส่งผลกระทบทั้งต่อโจทก์และโดยเฉพาะจำเลยที่ต้องเสียเสรีภาพในระหว่างการดำเนินคดี

          ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้คดีที่จะสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้จะต้องเป็นคดีที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท (จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การห้ามไม่ให้มีการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเป็นการ screening คดีที่จะขึ้นสู่ศาลสูงนั้นเอง)

2. หลักเกณฑ์ของการห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

          ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดี ซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
     (1) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขัง แทนโทษจำคุก
     (2) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลง โทษไว้
     (3) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษ ไว้ หรือ
     (4) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท"
         
          โดยหลักแล้ว ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง หมายถึง การห้ามตามมาตรา 193 ทวิ ต้องเป็นการโต้แย้งเนื้อหาแห่งคำฟ้องหรือประเด็นแห่งคดี หากเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ เช่น การอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลที่ไม่รับฟ้อง, อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน, กรณีร้องขอคืนของกลาง ตาม ป.อ.มาตรา 36 ไม่อยู่ภายใต้มาตรานี้ เพราะไม่ได้เป็นการโต้แย้งเนื้อแห่งคำฟ้องหรือเกี่ยวกับประเด็นแแห่งคดี

ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง แล้วปัญหาข้อเท็จจริงคืออะไร ปัญหาข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้

          1. ปัญหาเกี่ยวกับการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลหรือดุลพินิจในการมีคาสั่งชี้ขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

          2. ปัญหาใดที่ว่ามีพฤติการณ์หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือไม่ หรือจะตอบได้โดยไม่ต้องดูตัวบทกฎหมาย

          3. ปัญหาที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดี

          4. ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจ เช่น การลงโทษหนักเบา

โดยหลักแล้ว ห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวหาก(ดูโทษเป็นสำคัญ)


          ในคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (หากคดีที่อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปีขึ้นไปหรือปรับเกิน 60,000 บาทขึ้นไป คู่ความย่อมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เสมอ )

          ข้อยกเว้น ถ้าหากคดีนั้นแม้จำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท(ต้องห้ามตามวรรค 1)  แต่ปรากฎว่าในคดีนั้น

          (1) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขัง แทนโทษจำคุก
          (2) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลง โทษไว้
           (3) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษ ไว้ หรือ
          (4) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท

          ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งแม้โทษตามวรรค 1 ไม่เกิน 3 ปี จำเลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 494/2551
          ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาเอารถยนต์ของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 335 หากโจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 334 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ ซึ่งการอุทธรณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษหรือที่กล่าวในคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของโจทก์ไป และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 335 ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 335 ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 334 ซึ่งมีอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทเท่านั้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ

จากคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้วางหลักไว้ว่า
ประเด็นที่ 1
          ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ความผิดฐานลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ ตาม ป.อ. มาตรา 335 หากโจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 334 (ความผิดฐานลักทรัพย์) ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง (ลองอ่านมาตรา 192 ดูนะครับว่าทำไมจึงลงโทษได้)

ประเด็นที่ 2
          เมื่อศาลลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี โจทก์จึงต้องห้ามมิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง (เวลาดูโทษที่อุทธรณ์ว่าเกินหรือไม่ให้ดูโทษที่ศาลชั้นต้นลง ไม่ใช่โทษที่โจทก์ขอให้ลงโทษ)
          แต่ถ้าจำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหากคดีนั้นโทษจำคุกไม่เกิน3 ปี ซึ่งโดยหลักแล้วก็ต้องห้ามเช่นเดียวกัน แต่หากเป็นไปตาม(1)-(4) จำเลยอุทธรณ์ได้ฝ่ายเดียว เช่น ศาลลงโทษว่าจำเลยลักทรัพย์ ตาม มาตรา 334 ลงโทษจุกคุกจำเลย 6 เดือน จะเห็นว่าโจทก์นั้นต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามวรรค 1 แต่จำเลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะเข้ากรณีตาม (1) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขัง แทนโทษจำคุก

ข้อสังเกตุ
          1. แม้ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สนมูลฟ้องเพราะผู้เสียหายไม่มีพยานมาสืบ หากจะอุทธรณ์ต้องพิจารณาตาม มาตรานี้

          2. ในกรณีมีหลายข้อหา
                    - ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยหลายข้อหา ให้พิจารณาว่าความผิดที่จำเลยกระทำหลายข้อห้านั้นเป็นเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรม(ต่างกรรมต่างวาระ)
                   - หากเป็นการกระทำหลายกรรมให้แยกพิจารณาเป็นกรรมๆไป ว่าแต่ละข้อหาแต่ละกรรมนั้นต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2522 การวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา193 ทวิ หรือไม่ต้องพิจารณาความผิดแต่ละกระทง แม้ความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม ศาลก็ต้องถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม)
                   - หากการกระทำนั้นเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท(เจตนาเดียว) ให้พิจารณาเฉพาะอัตราโทษของบทหนักสุดว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2521 การอุทธรณ์คดีอาญาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลจะต้องพิจารณาอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ ความผิดตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับการกระทำในกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ซึ่งมีอัตราโทษในบทหนักตามมาตรา 289,80 ถึงจำคุกตลอดชีวิต ฉะนั้น จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193ทวิ)

                   * - แต่ถ้าหากโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจทก์ ฐานใดฐานหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2535
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือและผ้าโสร่งไหม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรผ้าโสร่งไหมตามมาตรา 357 มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรสร้อยข้อมือด้วย ดังนั้น ความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงในความผิดฐานลักทรัพย์สร้อยข้อมือจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม มาตรา 334 หรือรับของโจรตามมาตรา 357 เฉพาะเรื่องผ้าโสร่งไหมนั้นก็เป็นการกระทำคนละกรรมความผิดกัน ความผิดตามมาตรา 334 ในส่วนนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่กล่าวข้างต้นเช่นกัน ฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับผ้าโสร่งไหมโจทก์และโจทก์ร่วมคงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 เท่านั้น ในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฉบับ คงอุทธรณ์แต่เฉพาะในข้อเท็จจริงที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าผ้าโสร่งไหมเป็นของโจทก์ร่วมเท่านั้น ไม่มีคำฟ้องอุทธรณ์ส่วนใดที่ได้แสดงให้เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาจะมีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานรับของโจรอันเป็นความผิดที่โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อพอที่จะอ้างอิงให้เห็นได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายอุทธรณ์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาฎีกาที่  6698/2554
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43, 157 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. มารดา ช. ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด แต่ก็พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 เพราะตามฟ้องโจทก์ระบุว่า ช. ได้รับอันตรายสาหัส ช. จึงเป็นผู้เสียหายแต่เฉพาะในข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งความผิดตาม ป. อ. มาตรา 300 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ  จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบท บัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

..............................
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับละเมิด




แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับละเมิด


 2.1 ความรับผิดในการละเมิด

               แนวความคิดเกี่ยวกับการละเมิดนั้นได้ก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลานานในยุคเริ่มแรกนั้นความหมายของละเมิดอาจจะมีความแตกต่างจากปัจจุบัน โดยเฉพาะความมุ่งหมายที่ในปัจจุบันนั้นมุ่งเยียวยาผู้เสียหายให้เสมือนความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเลย[1] ในยุคโรมันนั้นการละเมิด คือหนี้ที่เกิดการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้มีการแยกความรับผิดว่า เป็นความรับผิดทางแพ่งหรือทางอาญาออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันได้มีการแบ่งแยกความรับผิดทางแพ่งและความรับผิดทางอาญาออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะวัตถุประสงค์ของกฎหมายแพ่งและอาญานั้นต่างกัน[2] โดยความรับผิดทางแพ่งที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ ละเมิด และด้วยการละเมิดนี้เองเป็นการทำให้เกิดหนี้ที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกละเมิด

2.1.1 ความหมายของละเมิด

                   การละเมิดนั้นถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 5 โดยมาตรา 420 ได้บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ซึ่งเป็นการให้ความหมายและบทนิยามของการทำละเมิดตามกฎหมายไทย ซึ่งพอจะแยกสาระสำคัญของการทำละเมิดออกมาเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้[3]

                   1) ผู้กระทำ

                   ผู้ที่กระทำละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 นั้นไม่จำกัดว่าจะเป็นผู้ใด บุคคลที่มีสภาพบุคคลอยู่ในวันที่ทำให้เกิดละเมิดย่อมต้องรับผิดในการละเมิดของตน บุคคลธรรมดาแม้จะไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรม เช่น ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถก็ทำละเมิดได้ นิติบุคคลนั้นแม้ไม่มีชีวิตจิตใจแต่ก็มีการกระทำอันเป็นการละเมิดได้ โดยผ่านผู้กระทำแทนทั้งหลาย

                   2) การกระทำ

                   การกระทำที่จะทำให้เกิดละเมิดบุคคลอื่นได้นั้น ผู้กระทำจะต้องกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ และอยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ ที่ผู้กระทำจะเคลื่อนไหว หรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายของตน การคิดหรือเพียงแต่ตัดสินใจยังไม่ถือเป็นการกระทำ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ภายในจิตใจ ตราบใดที่ยังไม่ได้กระทำตามที่คิดที่ตัดสินใจไว้ ก็ถือว่ายังไม่มีการกระทำ การกระทำที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับจิตใจไม่อาจจะเรียกว่ามีการกระทำได้ การกระทำของเด็กทารก การเคลื่อนไหวร่างกายนั้นเกิดจากความไร้เดียงสาไม่อาจจะเรียกว่าเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้บังคับของจิตใจ หรือการเคลื่อนไหวเพราะเกิดจากการเจ็บป่วย ละเมอ เป็นการเคลื่อนไหวโดยไร้สติไม่เป็นการกระทำ แต่คนที่มีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือมีจิตฟั่นเฟืองแม้ในทางอาญาจะเป็นเหตุยกเว้นโทษ แต่ในทางแพ่งหากกระทำในขณะที่รู้สำนึกในการกระทำก็ต้องรับผิดในการละเมิด[4]

                   3) โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

                   ความรับผิดเพื่อการละเมิดนั้นเป็นความรับผิดทางแพ่งที่มีหลักว่าจะต้องมี ความผิด(fault)[5] โดยความผิดในที่นี้พิจารณาจากการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ โดยที่การจงใจนั้นมีสองความหมาย คือการตั้งใจให้ผู้อื่นเสียหายหรือเพียงแค่รู้ว่าการกระทำของตนอาจทำให้ผู้อื่นเสียหายได้ โดยที่ผลของความเสียหายจะเกิดมากหรือน้อยไม่ใช่ข้อสำคัญ[6]
                   ส่วนการกระทำโดยประมาทนั้น หมายถึงการกระทำโดยไม่ใช่ความระมัดระวังให้เพียงพอ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้วบุคคลเช่นนั้นอาจใช้ความระมัดระวังได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ และจะต้องไม่ใช่การกระทำโดยตั้งใจหรือเล็งเห็นผล[7] ซึ่งความรับผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทนั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติระดับของความประมาทไว้ ว่ากระทำประมาทเลินเล่อธรรมดาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความประมาทเลินเล่อในระดับใดก็เป็นการกระทำอันเป็นละเมิดได้ทั้งนั้น แต่ในส่วนของความระมัดระวังนั้นหากบุคคลใดมีอาชีพในการทำงานนั้น ๆ จะต้องใช้ความระมัดอย่างผู้มีอาชีพ จะใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนที่ไม่ได้ทำอาชีพอย่างตนเองไม่ได้

                   4) โดยผิดกฎหมาย

                   ความหมายของการกระทำโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นมีความหมายเพียงแค่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แม้การกระทำนั้นไม่ถึงกับผิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง แต่กระทำโดยไม่มีสิทธิหรือผิดหน้าที่ก็เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามความหมายของมาตรา 420 แล้ว[8] แต่ถ้าหากว่าการกระทำนั้นผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้ไม่ว่าจะเป็นอำนาจที่ทำได้ตามกฎหมาย แม้จะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับบุคคลอื่น ก็ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายนั้น
                   แม้แต่การกระทำนั้นเป็นการใช้สิทธิของผู้กระทำที่สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น แม้การกระทำนั้นจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นการละเมิดได้เช่นกัน เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 บัญญัติไว้ว่า “การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย”

                   5) มีความเสียหายต่อบุคคลอื่น

                   ความรับผิดในการละเมิดนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อนั้น ไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย หากไม่เกิดความเสียหาย ความรับผิดในการละเมิดก็ไม่อาจมีได้ ความเสียหายต่อผู้อื่นนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 “...ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่นนั้น อาจเป็น ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายในเรื่องละเมิดต้องการคุ้มครองให้กับบุคคลทุกคน ไม่ให้มีผู้มีผู้ใดมาทำอันตราย และหากฝ่าฝืน จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

2.1.2 ทฤษฎีความรับผิดในทางละเมิด  
      
               2.1.2.1 ทฤษฎีรับภัย (Theorie durisque )

                   ทฤษฎีรับภัย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีรับภัยที่สร้างขึ้น (Theorie du risqueree) ถือว่า เมื่อมนุษย์ได้กระทำการใด ๆ แล้วย่อมเป็นการเสี่ยงภัย คือ อาจมีผลดีหรือผลร้ายก็ได้ ผู้กระทำก็ต้องรับผลแห่งการเสี่ยงภัยนั้น ถ้ามีภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการนำเอาหลักความผิด ออกจากหลักเกณฑ์ละเมิด กล่าวคือ นอกจากไม่ต้องด้วยวัตถุประสงค์แห่งการเยียวยาตามกฎหมายแพ่ง และไม่มีขอบเขตกำหนดโดยกฎหมายแล้วยังไม่เปิดโอกาสให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาความรับผิดด้วยความยุติธรรมอันเป็นเกณฑ์พื้นฐานของความรับผิดอีกด้วย ทฤษฏีนี้มีส่วนดีในเรื่องการคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่าผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย

                   แม้ว่าทฤษฎีรับภัยจะมีมีการดำเนินกระบวนการพิจารณาความรับผิดด้วยความยุติธรรมอันเป็นเกณฑ์พื้นฐานของความผิด แต่สำหรับในสังคมปัจจุบันซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้กรรมวิธีการผลิตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลักการของทฤษฎีนี้จึงเหมาะสมในการที่จะนำมาใช้เพื่อเยียวยาความรับผิดทางแพ่งในคดีที่เกี่ยวกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
              
               2.1.2.2ทฤษฎีความผิด(Fault theory)

                   จากแต่เดิมนั้นถือกันว่าความรับผิดในการละเมิดหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ผู้ที่ก่อความเสียหายจะต้องรับผิดเสมอ โดยไม่มีสิทธิปฏิเสธความรับผิด โดยถือว่าผู้ที่ได้กระทำการใดขึ้นมาย่อมต้องรับความเสี่ยงภัยจากการกระทำของตน ต่อมาแนวความคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลทางศาสนามากขึ้น และเริ่มมีความเชื่อและถือว่าผู้ที่ทำละเมิดคือผู้ที่ทำผิดศีลธรรมด้วย ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่าผู้ใดทำละเมิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบภายในจิตใจด้วย กล่าวคือความรับผิดในทางละเมิดจะมีได้เมื่อการกระทำนั้นเป็นความผิด (Fault) ความผิดในที่นี้คือการที่ผู้กระทำ ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหายจึงต้องรับผิด

                   แต่ในปัจจุบัน โลกเจริญรุดหน้าขึ้นความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไปความเสียหายเกิดง่ายขึ้นจากการบริโภคสินค้าและบริการหากให้ผู้เสียหายพิสูจน์ความผิด (Fault) ของผู้กระทำเป็นการยากจึงเกิดทฤษฎีความรับผิดเด็ดขาด ( Strict Liability ) ขึ้น

               2.1.2.3 ทฤษฎีความรับผิดเด็ดขาด(Strict liability)

                   ทฤษฎีนี้ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ความรับผิดโดยไม่มีความผิด (Liability without fault) ความรับผิดโดยผลแห่งกฎหมาย (liability a imposed by the law) ความรับผิดโดยสมบูรณ์ (absolute liability) ซึ่ง หมายถึง ความรับผิดที่ผู้กระทำจะต้องรับผิดทั้งที่ไม่มีความผิด กรณีที่จะถือเป็นความรับผิดเด็ดขาดต่อเมื่อมิใช่กระทำโดยจงใจหรือประมาทเล่นเล่อ การกระทำโดยมีเจตนาดี หรือเจตนาร้าย และไม่ว่าผู้กระทำจะรู้หรือไม่รู้ถึงการกระทำนั้นหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทำก็ไม่พ้นความรับผิดรากฐานแห่งแนวคิดเริ่มมาจาก การที่จำเลยก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อสมาชิกในสังคม

2.1.3 ความรับผิดในความละเมิด

               2.1.3.1 ความรับผิดในทางละเมิดของตนเอง (Fault liability)

                   บุคคลใดเมื่อก่อความเสียต่อผู้อื่นขึ้นมาแล้วย่อมต้องรับผิดฝนการกระทำของตน โดยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดของตนเอง ซึ่งเป็นหลักความยุติธรรมในการเยียวยาความเสียหายอันเกิดแต่การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นให้กับผู้เสียหาย ซึ่งความรับผิดในการละเมิดของตนเองนี้เป็นตามหลักปรกติที่ว่าใครกระทำความผิด ผู้นั้นเท่านั้นที่ต้องรับผิด คนอื่นไม่เกี่ยว[9] ซึ่งได้แก่กรณีดังต่อไปนี้
                   1) กรณีบุคคลทำละเมิดตาม มาตรา 420
                   2) กรณีนิติบุคคลรับผิดในการทำละเมิดของผู้แทนนิติบุคคลตาม มาตรา 76

               2.1.3 .2    ความรับผิดในการทำละเมิดของบุคคลอื่น (Vicarious Liability)

                   ตามปกติแล้วความรับผิดในการละเมิดนั้นจะมีขึ้นได้ก็แต่โดยการกระทำของตนเองไม่ว่าความเสียหายนั้นจะกระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นแล้ว ย่อมต้องรับผิด แต่มีบางกรณีที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มีความเกี่ยวข้องต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของผู้อื่น แม้บุคคลนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำละเมิดของบุคคลอื่นเลยแต่อย่างใด แต่ก็ต้องรับผิด ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของหลักการทั่วไปของละเมิดที่เป็นการรับผิดในการกระทำของตนเอง
                   ความรับผิดในการละเมิดของผู้อื่น(Vicarious Liability) จึงเป็นบทยกเว้นของกฎหมายละเมิดในสมัยดั้งเดิมที่เน้นความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง ที่ถือหลักว่า “ใครทำ คนนั้นรับ” ดังนั้นเมื่อความรับผิดในการละเมิดของผู้อื่นเป็นข้อยกเว้น ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ต้องรับผิดในการละเมิดของผู้อื่น และต้องตีความบทบัญญัติดังกล่าวอย่างจำกัด โดยพิจารณาเหตุผลประกอบในการตีความบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายที่ต้องได้รับการเยียวยาและเป็นธรรมต่อผู้ที่ต้องรับผิดในการละเมิดของผู้อื่น ซึ่งความรับผิดเพื่อการละเมิดของผู้อื่นนั้นได้แก่กรณีดังต่อไปนี้[10]

                   1) กรณีของนายจ้างร่วมรับผิดในการทำละเมิดของลูกจ้าง ตามมาตรา 425

                   2) กรณีตัวการร่วมรับผิดในการทำละเมิดของตัวแทน ตามมาตรา 427

                   3) กรณีความรับผิดของบิดามารดา ผู้อนุบาลร่วมรับผิดในการทำละเมิดของผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ ตามมาตรา 429

                   4) กรณีความรับผิดของครูบาอาจารย์ นายจ้าง บุคคลอื่นผู้ดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ ตามมาตรา 430




.................................................
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา




[1] ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. 2552. หน้า 37.
[2] จี๊ด เศรษฐบุตร, หลักกฎหมายแพ่งลักษณะละเมิด. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2539. หน้า 21
[3] ไพจิตร ปุญญพันธ์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิด เรื่องข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย. กรุงเทมหานคร : นิติบรรณาการ. 2548. หน้า 5
[4] ไพจิตร ปุญญพันธ์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิด เรื่องข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย. กรุงเทมหานคร : นิติบรรณาการ. 2548. หน้า 7
[5] ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. 2552. หน้า 62.
[6] ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. 2552. หน้า 65
[7] เสนีย์ ปราโมช, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ ภาค 1-2. กรุงเทพมหานคร : นิติบรรณาการ. 2505. หน้า 621.
[8] ไพจิตร ปุญญพันธ์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิด เรื่องข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย. กรุงเทมหานคร : นิติบรรณาการ. 2548. หน้า 15
[9]   ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. 2552. หน้า 54.
[10]     ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. 2552. หน้า 55.

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Inchoate Crimes (ความผิดที่เป็นการเริ่มต้น)




Inchoate Crimes
ความผิดที่เป็นการเริ่มต้น

1. ความหมายของ inchoate offence, or inchoate crime

     An inchoate offense, inchoate offence, or inchoate crime is a crime of preparing for or seeking to commit another crime. The most common example of an inchoate offense is "attempt." "Inchoate offense" has been defined as "Conduct deemed criminal without actual harm being done, provided that the harm that would have occurred is one the law tries to prevent."
(http://en.wikipedia.org/wiki/Inchoate_offense)

     Inchoate offense หรือ inchoate crime นั้นหมายถึงความผิดที่เป็นการเริ่มต้น อันจะนำไปสู่ความผิดอาญาฐานใดฐานใดฐานหนึ่งในอนาคต ซึ่งโดยลักษณะของความผิดที่เป็นการเริ่มต้นนั้น ต้องยังไม่ถึงขั้นความผิดสำเร็จ แต่เป็นความผิดที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดความผิดสำเร็จได้ เช่น

     ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กว่าผู้กระทำความผิดจะไปฆ่าคนตายได้นั้น จะต้องมีการวางแผนและเตรียมการ เช่น เขาอาจจะมีการไปจ้างวานมือปืน หรือหายืมปืนมาไว้เพื่อนำไปฆ่าคนตาย

     ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ผู้กระทำผิดหลายคนอาจมีการสมคมกันวางแผนเพื่อไปปล้นทรัพย์ กำหนดหน้าที่ เสาะหาอาวุธเพื่อนำไปปล้น เป็นต้น

     การกระทำที่กล่าวมานี้ ทั้งการไปจ้างมือปืน หายืมอาวุธปืน สมคบกันวางแผนเพื่อไปทำความผิด เหล่านี้ หากพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า การกระทำเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้ใดเลย เพียงแต่จะมีอันตรายต่อผู้ที่กฎหมายต้องการจะคุ้มครองในอนาคต ดังนั้นเพื่อป้องกันอาชญากรรมที่จะได้เกิดขึ้นและจะส่งผลเสียหายต่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันของประชาชนชน รัฐจึงควรมีอำนาจในการปราบปรามการกระทำนั้นเสียก่อนได้ ดีกว่าปล่อยให้ต้องเกิดความเสียหายขึ้นก่อน อีกทั้งการที่กฎหมายได้กำหนดการกระทำอันเป็นการเริ่มต้นของการกระทำความผิด ก็จะมีประโยชน์ในการป้องกันสังคมโดยส่วนรวมให้ตระหนักถึงการมีกฎหมายดังกล่าวด้วย

2. Inchoate crime (ความผิดที่เป็นการเริ่มต้น) มีได้เฉพาะความผิดที่กระทำโดยเจตนาเท่านั้น
    Inchoate crime เป็นแนวคิดของระบบกฎหมาย Common Law และในกฎหมายอาญา การกระทำความผิดอาญาจะต้องประกอบไปด้วย "Actus reus" ซึ่งเปรียบเสมือนองค์ประกอบความผิดภายนอก และจะต้องมีส่วนที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำความผิด ซึ่งเรียกว่า "Mens rea" ด้วย ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นองค์ประกอบภายในนั้นเอง

     แต่สำหรับ inchoate crime นั้นจะต้องเป็นการกระทำที่ผู้กระทำผิดมี "mens rea" ประเภท Intent หรือจะต้องมีเจตนากระทำผิดนั้นเอง ซึ่งก็หมายความว่า ความผิดที่จะเป็นความผิดที่เป็นการเริ่มต้นได้นั้นจะต้องเป็นความผิดที่กระทำโดยเจตนาได้เท่านั้น หากเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทจะไม่มี inchoate crime
     
     (ในกฎหมายอาญาของ common law ความผิดที่เป็นการเริ่มต้นนอกจากจะต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้วยังรวมถึงการกระทำที่ recklessness ด้วย (Every inchoate crime or offence must have the mens rea of intent or of recklessness) เพียงแต่ตามกฎหมายอาญาของไทยเราไม่ได้มีการแยกประเภทของประมาทออกเป็น recklessness (ประมาทโดยจงใจ) กับ negligence (ประมาทโดยพลั้งเผลอ) ดังนั้นตามกฎหมายอาญาของไทย inchoate crime จึงมีแต่ประเภทที่กระทำโดยเจตนาเท่านั้น
  
ในกฎหมาย Common law มีการแบ่งลำดับขั้นตอนในการกระทำความผิดโดยเจตนาไว้ 6 ขั้นตอน[1] ดังนี้
            1. มีความคิดที่จะกระทำความผิดอาญา
            2. คิดพิจารณาเพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรจะกระทำความผิดหรือไม่
            3. ตัดสินใจได้ว่าจะกระทำความผิด
            4. การตระเตรียมการที่จะกระทำความผิดโดยการจัดเตรียมขั้นตอน หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการกระทำความผิด
            5. เริ่มกระทำความผิด
            6.กระทำการและบรรลุเจตนาในทางอาญา
     
จะเห็นว่าตามกฎหมาย Common Law  แบ่งขั้นตอนการกระทำความผิดโดยเจตนาไว้ค่อนข้างจะละเอียด ซึ่งโดยหลักแล้วกฎหมายจะลงโทษการกระทำที่บรรลุเจตนาในทางอาญา(ขั้นที่ 6) แล้วเท่านั้น แต่ก็มีข้อยกเว้นที่สำคัญคือ การกระทำที่ได้เกิดขึ้นก่อนจะเกิดความผิดสำเร็จนั้นถือว่าเป็นความผิดที่เป็นการเริ่มต้น ที่สมควรจะลงโทษและให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการปราบปราบก่อนที่จะเกิดความผิดสำเร็จและก่อความเสียขึ้นได้อย่างทันท่วงที ส่วนการกระทำในขั้นตอนใดที่จะถือว่าเป็นความผิดที่เป็นการเริ่มต้นได้นั้น ต้องเป็นการกระทำก่อนที่จะถึงขั้นที่ 6 จึงเป็น inchoate crime
 
3.ประเภทของ inchoate crime

ความผิดที่เป็นการเริ่มต้นพื้นฐานในกฎหมาย Common Law  มีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ 

1) ความผิดฐานพยายามกระทำความผิด(Attempt)
   
 ซึ่งการพยายามกระทำความผิดนั้นเป็นการแสดงออก overt act ที่แสดงให้เห็นเจตนากระทำผิดที่ชัดเจน เพราะได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำผิดแล้ว แม้ความเสียหายที่มุ่งกระทำจะยังไม่สำเร็จก็ตาม เช่น ต้องการฆ่าคนแต่ยังไม่ตาย

(โปรดอ่านการพยายามกระทำความผิด http://chalermwutsa.blogspot.com/2012/12/attempt_24.html)

2) ความผิดที่ใช้ให้บุคคลอื่นกระทำความผิด (Incite)

ส่วนการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้นผู้กระทำความผิดนั้นได้กระทำเลยขั้นที่ 3 มาแล้ว กล่าวคือ เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะกระทำความผิดโดยเจตนา และเข้าสู่กระทำขั้นตอนที่ 4 (การตระเตรียมการที่จะกระทำความผิดโดยการจัดเตรียมขั้นตอน หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการกระทำความผิด) การตระเตรียมของเขาคือการไปก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนาเช่นเดียวกับเขาขึ้นมาโดยวิธีการต่างๆ เช่น บังคับ ขู่เข็ญจ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด

จะเห็นได้ว่า หากพิจารณาจากความอันตรายของการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้น การกระทำดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ใครเลย เพราะยังห่างไกลจากการกระทำความผิด ไม่เหมือนกับการพยายามกระทำความผิดที่เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ความผิดยังไม่สำเร็จเท่านั้น แต่ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ก็เป็นความผิดที่เป็นการเริ่มต้น(Inchoate crime) แล้ว

แต่ความผิดฐานเป็นผู้ใช้นี่จะต้องปรากฏว่า ผู้ใช้ได้ก่อให้ผู้อื่นจะไปทำความผิดอาญาเจตนาแล้วเท่านั้น หากยังเป็นขั้นตอนขอการใช้กันเป็นทอดๆ แต่ยังไม่ถึงผู้ที่จะไปลงมือ เช่นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้และไม่ใช่ Inchoate crime

3) ความผิดฐานสมคบ(Conspiracy)

ความผิดฐานสมคบกันนี้เป็นการกระทำที่อยู่ในขั้นตอนของการคิดและตัดสินใจ แต่เป็นการคิดและตัดสินใจโดยสมคบกันว่าจะไปกระทำความผิดโดยเจตนา โดยที่ยังไม่ได้มีการกระทำอันต่อไป ก็เป็นความผิดฐานสมคบกันแล้ว ซึ่งการที่รัฐต้องกำหนดให้คนที่สมคบกันไปกระทำความผิด เป็นเพราะรัฐต้องการที่จะสร้างอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เข้าไปแทรกแซงการกระทำอันเป็นการเริ่มต้นของการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต และเหตุผลอีกประการหนึ่งผู้กระทำความผิดฐานสมคบนั้นได้กระทำการที่แสดงถึงเจตนาร้ายโดยการสมคบกัน ซึ่งเลยขึ้นตอนของการคิดว่ากระทำความผิดมาแล้ว

4.inchoate crime ในกฎหมายอาญาไทย

            ในกฎหมายอาญาของไทยก็ได้รับเอาแนวความคิดเกี่ยวกับ Inchoate crime มาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ทั้งในเรื่องของการพยายามกระทำความผิด ความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด และความผิดฐานสมคบ(ตามกฎหมายไทยเรียกว่า “ซ่องโจร”)

            ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดบ้าง แต่โดยหลักการเป็นแนวคิดและหลักการเดียวกัน เช่น ความผิดฐานผู้ใช้ในกฎหมายของอังกฤษ ผู้ใช้ที่ใช้ให้ผู้อื่นไปใช้คนอื่นให้กระทำผิดอีกที เป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้แล้ว เช่น นายเอ ใช้ให้นายบีไปจ้างนายซี เพื่อไปฆ่านายดี เมือนายเอใช้นายบีแล้ว นายเอมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ทันที แต่ตามกฎหมายไทยยังไม่ถือว่านายเอเป็นผู้ใช้ นายเอจะเป็นผู้ใช้ได้ต่อเมื่อนายบีได้ไปจ้างนายซีและนายซีเกิดเจตนาจะไปฆ่านายดีแล้ว ซึ่งจะเห็นว่าตามกฎหมายอังกฤษนั้นให้การคุ้มครองไปถึงการใช้ที่ยังไม่ถึงผู้ถูกใช้ (แต่ประเด็นตรงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กฎหมายอาญาเข้าไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากไปหรือไม่ เพราะยังห่างไกลจากการกระทำความผิดอยู่มาก)

            ส่วนความผิดฐานสมคบในประเทศที่ใช้กฎหมาย Common Law  การสมคบกันนั้นอาจเป็นความผิดเพียงมีการสมคบกันเพียงแค่ 2 คนขึ้นไป แต่ตามกฎหมายอาญาไทย ต้องเป็นการสบคบกันถึง 5 คน และความผิดจะต้องมีโทษขั้นต่ำจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปด้วย


     1) ความผิดฐานพยายามกระความผิด
            มาตรา 80 “ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายาม กระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองใน สามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

     2) ความผิดใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด
มาตรา 84 “ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญจ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้ กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสาม ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

     3) ความผิดฐานซ่องโจร (สมคบ)
มาตรา 210 “ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมี กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน เป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท

...............................................................
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ 
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา




[1] รณกรณ์ บุญมี, ความผิดที่เป็นการเริ่มต้น ; ศึกษาแนวความคิดของกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์, วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์ มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.2551