วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กฎหมายอาญา "โครงสร้างความรับผิดทางอาญา (Structure of crime)

"โครงสร้างความรับผิดทางอาญา (Structure of crime) "
          โครงสร้างความรับผิดทางอาญามีความสำคัญ ในการวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของบุคคล ซึ่งต้องพิจารณาอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งเราเรียกขั้นตอนนี้ว่า "โครงสร้างความรับผิดทางอาญา" เมื่อเราพิจารณาไปตามโครงสร้างนี้แล้ว เราจะสามารถวินิจฉัยได้ว่า บุคคลนั้น ๆ จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ ต้องรับผิดหรือไม่ และหากมีความผิดจะต้องรับโทษหรือไม่
          โดยโครงสร้างความรับผิดทางอาญามีทั้งหมด 3 โครงสร้าง คือ
                   1. การกระทำครบองค์ประกอบความผิด
                   2. ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
                   3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ

          โดยที่เราจะต้องพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามโครงสร้างไปทีละโครงสร้าง 1, 2 และ 3 หากผ่านโครงสร้างที่ 1 แล้วจึงจะพิจารณาโครงสร้างที่ 2 และ 3 ต่อไป

          ถ้าหากพิจารณาตามโครงสร้างที่ 1 แล้ว ปรากฎว่าการกระทำนั้นไม่ครบองค์ประกอบความผิด การกระทำนั้นก็ไม่เป็นความผิดทางอาญา เพราะเมื่อไม่ผ่านโครงสร้างที่ 1 โดยที่ไม่ต้องไปพิจารณาโครงสร้างที่ 2 และ 3 อีก
เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างความรับผิดทางอาญาทีละโครงสร้างนะครับ

          เริ่มจากโครงสร้างข้อที่ 1 "การกระทำครบองค์ประกอบความผิด"

          ซึ่งหมายความว่า ในความผิดอาญาทุกฐานความผิด ไม่ว่าจะเป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายที่มีโทษทางอาญาอื่น ย่อมต้องมีองค์ประกอบความผิดเสมอ ซึ่งบุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาได้นั้นต้องกระทำครบองค์ประกอบความผิดในแต่ละฐานนั้น

          ขอแยกอธิบายในส่วนของ การกระทำครบองค์ประกอบออกเป็น 2 ส่วนนะครับ คือ 1.ในส่วนของการกระทำ และ 2 ในส่วนขององค์ประกอบความผิด

          1. การกระทำ (Action)

          หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก ที่ว่ารู้สำนึกหมายถึง การเคลื่อนไหวของร่ายกายนั้นต้องอยู่ภายใตบังคับของจิตใจ (Under the force of mind) โดยเราสามารถพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีการกระทำหรือไม่ โดยพิจารณาว่าในแต่ละการกระทำนั้นมี การคิด ตัดสินใจ และกระทำตามที่ตัดสินใจ หรือไม่ ถ้าผ่านขั้นตอนการคิด ตัดสินใจ และทำตามที่ตัดสินใจมาแล้ว ถือว่ามีการกระทำ หากการกระทำใดที่ไม่ผ่านกระบวนการทั้ง 3 ขั้นตอนย่อมไม่มีการกระทำ เช่น การละเมอ การเคลื่อนไหวของเด็กทารกไร้เดียงสา
          การกระทำทางอาญา ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกายเท่านั้น การที่ไม่เคลือนไหวร่างกายก็ถือว่าเป็นการกระทำได้ แต่การไม่เคลื่อนไหวร่างกายนั้นจะต้องเป็นการไม่เคลื่อนไหว โดยมีหน้าที่ที่จะต้องเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้ผลร้ายเกิดขึ้น หากไม่มีหน้าที่ต้องป้องกันผล แม้จะไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกก็ไม่ถือว่ามีการกระทำ ซึ่งเราการกระทำอันนี้ว่า "การงดเว้น"

          การงดเว้นที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นมีหลายหน้าที่ด้วยกัน เช่น
                   1) การงดเว้นในเมื่อมีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น เป็น บิดามารดา เป็นบุตร
                   2) การงดเว้นในเมื่อมีหน้าที่โดยเฉพาะเจาะจง เช่น รับจ้างเป็นคนคอยช่วยเหลือคนตกน้ำ (care pool)
                   3) การงดเว้นในเมื่อมีหน้าที่อันเกิดจากการกระทำก่อน ๆ ของตน เช่น เมื่อช่วยพาคนแก่ข้ามถนนแล้ว มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือจนกว่าจะข้ามไปถึงอีกฝั่ง
                   4) การงดเว้นในเมื่อมีหน้าที่ตามความสัมพันธ์พิเศษ เช่น เป็นญาติที่อาศัยอยู่ด้วยกันมาตลอด เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องพาไปหาหมอ

          ถ้าไม่มีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ให้ผลเกิด แม้จะงดเว้นเสียก็ไม่เป็นการกระทำทางอาญา ส่วนจะมีความผิดอื่นหรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่ามีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ เช่น เห็นคนกำลังจมน้ำ ซึ่งเราไม่มีหน้าที่ตาม 1 - 4 ที่จะต้องป้องกันผล เราสามารถช่วยได้ แต่เราไม่ช่วยก็อานจะมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 374 "ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจ ช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความ จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษได้

          2. ส่วนขององค์ประกอบความผิด (Elements of crime)

          อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วว่า ความผิดอาญาแต่ละฐานความผิดล้วนต้องมีองค์ประกอบความผิดเสมอ ถ้าไม่ครบองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งในความผิดฐานนั้นแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดอาญา โดยทื่องค์ประกอบความผิดแต่ละฐานนั้นต้องแยกพิจารณา 2 ส่วน คือ องค์ประกอบภายนอก และองค์ประกอบภายใน

 1) องค์ประกอบภายนอก (Outside elements)

          หมายถึงองค์ประกอบที่อยู่ภายนอกของความผิดแต่ละฐาน สามารถพิจารณาและเห็นได้ภายนอก โดยความผิดแต่ละฐานจะมีองค์ประกอบภายนอกดังต่อไปนี้

                   1.1) ผู้กระทำ (Actor)

                   1.2) การกระทำ (Action)

                   1.3) วัตถุแห่งการกระทำ (Object of the action)

          ลองพิจารณาความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ป.อ.มาตรา 288 " ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี"

          เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือองค์ประกอบภายนอก ก็ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายว่าบัญญัติไว้อย่างไร ซึ่งในความผิดฐานนี้

                   1.1) ผู้กระทำ (Actor) คือ ผู้ใด
                   1.2) การกระทำ (Action) คือ ฆ่า
                   1.3) วัตถุแห่งการกระทำ (Object of the action) คือ ผู้อื่น

          ทั้ง 3 ส่วนคือ องค์ประกอบภายนอกความผิดฐานนีั ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาได้ต้องครบองค์ประกอบนอกเสียก่อน เมื่อครบองค์ประกอบภายนอกแล้ว เราจึงจะพิจารณาว่าการกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายในหรือไม่ ถ้าการกระทำนั้นไม่ครบองค์ภายนอก ย่อมไม่เป็นกากระทำที่ไม่เป็นความผิดอาญา

          ขออธิบายองค์ประกอบภายนอก ที่ละองค์ประกอบดังนี้นะครับ

          1.1 ผู้กระทำ (Actor) ผู้กระทำในกฎหมายอาญานั้นความผิดแต่ละฐานก็บัญญัติแตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วความผิดในประมวลกฎหมายอาญาจะบัญญัติห้ามทุกคน โดยใช้คำว่า ผู้ใด (Whoever) เช่น ในความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ม.288 "ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษ..." ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ม.295 "ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษ" จะเห็นว่าผู้กระทำความผิดฐานนี้อาจะเป็นผู้ใดก้ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนด

          แต่ความผิดบางฐาน กฎหมายกำหนดคุณสมบัติผู้กระทำผิดไว้ ว่าเอาผิดเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น เช่น ในความผิดฐานทำให้แท้งลูก ม.301 "หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษ.." ความผิดฐานนี้ผู้ที่จะกระทำผิดได้คือต้องเป็นหญิงเท่านั้น ผู้ชายแม้จะได้ร่วมมือกระทำความผิดกับหญิงก็ไม่อาจเป็นตัวการร่วมได้ หรือในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เช่น ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม. 157 "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุก..." ความผิดตามมาตรานี้ผู้ที่กระทำผิดได้ต้องเป็นเจ้าพนักงานเท่านั้น

          แต่ความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง ผู้กระทำผิดอาจลงมือกระทำผิดด้วยตัวเองอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ในบางกรณีผู้กระทำผิดอาจไม่ได้ลงมือกระทำผิดด้วยตัวเอง แต่อาจเป็นผู้กระทำผิดโดยอ้อม หรืออาจมีผู้ร่วมในการกระทำผิด

          1. ผู้กระทำผิดโดยอ้อม มีอยู่ด้วยกันหลายกรณี เช่น การหลอกให้ผู้อื่นกระทำผิดโดยที่ผู้ถูกหลอกไม่มีเจตนากระทำผิด(Innocent Agent) แดงหลอกดำให้หยิบร่มของขาวให้ โดยหลอกว่าร่มเป็นของแดง หรือแดงหลอกดำว่าปืนไม่มีกระสุนให้เอาไปยิงขาวเล่น ดำหลงเชื่อและไม่ดูให้ดีก่อนเอาปื่นนั้นยิงขาวตาย(กรณีนี้ดำก็มีความผิดฐานกระทำโดยประมาท ไม่ใช่ (Innocent Agent)) หรือกรณีที่ความผิดบางฐานกำหนดคุณสมบัติผู้กระทำผิดไว้ ถ้าใช้ให้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติไปกระทำผิดถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยอ้อมเช่นกัน เช่น นายแดงเป็นเจ้าพนักมีหน้าที่ทำเอกสารใช้ให้นายดำซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาปลอมเอกสารที่นายแดงมีหน้าที่กระทำ กรณีนี้ดำแม้จะเป็นผู้ลงมือกระทำผิดและมีเจตนากระทำผิดก็ไม่อาจเป็นผู้กระทำผิดเองได้เพราะความผิดฐานนี้กำหนดคุณสมบัติผู้กระทำผิดไว้ว่าต้องเป็นเจ้าพนักงาน ดังนั้นการที่แดงใช้ดำให้กระทำผิดจึงไม่ใช่ผู้ใช้ตาม ม.84 แต่ถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยอ้อม แต่ดำแม้จะไม่ความผิดฐานเป็นผู้ลงมือกระทำผิด แต่ก็มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

          2. ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด ในที่นี้หมายถึง ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนนั้นเอง โปรดอ่าน  ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด (Parties to Crime)  http://chalermwutsa.blogspot.com/2013/02/parties-to-crime.html

          1.2) การกระทำ (Action)
          การกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดอาญาในแต่ละฐานความผิดนั้นแตกต่างกันไป ซึ่งต้องพิจารณาจากกฎหมายแต่ละมาตรานั้นบัญญัติไว้อย่างไร (ความหมายของการกระทำอ่านด้านบน) เช่น ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ.มาตรา 358 " ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์..." จะเห็นว่าการกระทำความผิดฐานนี้คือการกระทำต่าง ๆ มากมายที่เป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย

          ความผิดฐานทำให้แท้งลูก มาตรา 301 “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ...”การกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานนี้คือ ทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก เป็นต้น

          ซึ่งการกระทำความผิดนี้หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า การกระทำความผิดฐานหนึ่ง ๆ มีขั้นตอนเกิดขึ้นมากมายก่อนจะได้มีการลงมือกระทำผิด เช่น มีการตระเตรียมกระทำความผิด การวางแผนในการกระทำผิด การพยายามกระทำความผิด จนถึงความผิดสำเร็จ ซึ่งขั้นตอนของการกระทำผิดนี้ บางขั้นตอนกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและต้องรับโทษแล้วแม้ความผิดที่กระทำยังไม่สำเร็จ เช่น การตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ การพยายามกระทำความผิด (โปรดอ่าน http://chalermwutsa.blogspot.com/2013/02/inchoate-crimes.html)

          1.3) วัตถุแห่งการกระทำ (Object of the action)

          วัตถุแห่งการกระทำผิดนี้พิจารณาจากความผิดแต่ละฐานว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร แต่วัตถุแห่งการกระทำความผิดนั้นเป็นคนละอย่างกับคุณธรรมทางกฎหมายที่กฎหมายคุ้มครอง(คณิต ณ นคร) เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ มาตรา 334 “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์...” วัตถุแห่งการกระทำความผิดตามมาตรานี้คือ ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
          ความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 326 ผู้”ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะ ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท...” วัตถุแห่งการกระทำตามมาตรานี้คือ ชื่อเสียงของผู้อื่น เป็นต้น
         
2) องค์ประกอบภายใน (Internal elements)

          หมายถึงองค์ประกอบที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เพราะเป็นส่วนที่อยูู่ในจิตใจของผู้กระทำ ซึ่งเราจะพิจารณาส่วนที่อยู่ในจิตใจนี้ได้จากการกระทำ โดยหลักการที่ว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" โดยที่องค์ประกอบภายในนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ เจตนาและประมาท

     2.1) การกระทำโดยเจตนา (Intent) หมายถึง กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและ ในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ซึ่งความหมายของเจตนานั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่รู้สำนึกในการกระทำ หมายถึงรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และนอกจากรู้ตัวแล้วผู้กระทำยังประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นได้ว่าผลอันนั้นอาจเกิดขึ้นได้ เช่น

          กรณีที่ 1 นายแดงขับรถยนต์มาด้วยความเร็ว เห็นนายดำกำลังข้ามถนน นายแดงเคยมีเรื่องบาดหมางกับนายดำาอยู่ก่อนหน้านี้ จึงเหยียบคันเร่งพุ่งชนนายดำ จนนายดำถึงแก่ความตาย กรณีนี้เป็นการกระทำโดยเจตนาประเภทประสงค์ต่อผล เพราะนายแดงประสงค์ให้นายดำถึงแก่ความตาย

          กรณีที่ 2 นายแดงขับรถยนต์มาด้วยความเร็ว เห็นนายดำกำลังเดินข้ามถนนอยู่ด้านหน้า แต่แทนที่นายแดงจะเหยียบเบรก นายแดงกลับปีบแตรและเหยียบคันเร่ง โดยคิดว่าเมื่อนายดำได้ยินเสียงแตรแล้วจะหลบเอง แต่นายดำหลบไม่ทัน จึงถูกรถชนถึงแก่ความตาย กรณีนี้แม้นายแดงไม่ได้ประสงค์จะชนนายดำ แต่ก็เล็งเห็นได้ว่า รถย่อมชนนายดำถ้านายดำหลบไม่ทัน เป็นการกระทำโดยเจตนาเช่นเดียวกัน



2. โครงสร้างความรับผิดทางอาญา โครงสร้างที่ 2 : ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
     การกระทำใดที่ครบองค์ประกอบความผิดในฐานนั้น ๆ แล้ว (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 1) จะต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า การกระทำความผิดนั้น มีกฎหมายยกเว้นความผิดไว้หรือไม่ หากมีกฎหมายยกเว้นความผิดไว้ การกระทำนั้นแม้จะครบองค์ประกอบความผิด ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด

     เหตุยกเว้นความผิดมีดังต่อไปนี้

          2.1 การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.อ.มาตรา 68

          มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด

          2.2 ความยินยอมที่ชอบด้วยกฎหมาย
          ความยินที่ชอบด้วยกฎหมาย หมายถึงความยินยอมนั้นต้องเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ และเป็นความยินยอมที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และต้องมีอยู่ในขณะที่มีการกระทำ เช่น ความยินยอมในการให้แพทย์ผ่าตัด แปลงเพศ

3. โครงสร้างความรับผิดทางอาญา โครงสร้างที่ 3 : ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
          การกระทำใดที่ครบองค์ประกอบความผิดในฐานนั้น ๆ แล้ว (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 1) และพิจารณาแล้วว่าการกระทำความผิดนั้น ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิดไว้ การกระทำนั้นถือว่าเป็นความผิดทางอาญาแล้ว แต่ทั้งนี้อาจมีเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษทางอาญา เช่น ไม่ต้องติดคุก ไม่ถูกปรับ เป็นต้น ซึ่งเหตุยกเว้นโทษมีดังต่อไปนี้

          3.1 การกระทำด้วยความจำเป็น ตาม ป.อ.มาตรา 67

          มาตรา 67 ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
          (1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
          (2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน

          3.2 การกระความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ระหว่างคนในครอบครัว ตาม ป.อ. มาตรา 71

          มาตรา 71 ความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334 ถึง มาตรา 336 วรรคแรก และ มาตรา 341 ถึง มาตรา 364 นั้นถ้าเป็นการ กระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ
          3.3 การกระทำความผิดของเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี

          มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

สรุป

        เมื่อพิจารณาความรับผิดของการกระทำใดผ่านทั้ง 3 โครงสร้างแล้ว การกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิด(ข้อ 1) การกระทำนั้นไม่มีเหตุยกเว้นความผิด(ข้อ 2) และสุดท้ายการกระทำนั้นไม่มีเหตุยกเว้นโทษ(ข้อ3) ผู้กระทำผิดต้องรับโทษตามที่กฎหมายแต่ละมาตรากำหนดไว้



...................................
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

3 ความคิดเห็น:

  1. มีเขียนต่อรึยังคะ ^^

    ตอบนำออก
    คำตอบ
    1. ตั้งใจไว้อย่างนั้นครับ แต่พอจะเขียนทีไรมีงานเข้ามาเรื่อยๆเลยครับ ^^

      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ

      นำออก
  2. อาจารย์ลงเรื่องต่อไปเลยนะค่ะ ^^

    ตอบนำออก