บริจาคเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน

ชำระด้วย PayPal

Friday, 5 July 2013

กฎหมายอาญา "โครงสร้างความรับผิดทางอาญา (Structure of crime)


โครงสร้างความรับผิดทางอาญา

โดยเฉลิมวุฒิ สาระกิจ
น.บ.(เกียรตินิยมอันดับ 1), น.ม.(กฎหมายอาญา), น.บ.ท.


ซื้อคำอธิบายกฎหมายอาญาภาคทั่วไปของผู้เขียน 

กฎหมายอาญาภาคทั่วไป
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
กฎหมายอาญาเบื้องต้น คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคทั่วไป เช่น ความหมายและลักษณะของกฎหมายอาญา การใช้กฎหมายอาญา โครงสร้างความรับผิดทางอาญา การพยายามกระทำความผิด ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน


108 คำถามกฎหมายอาญา
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
www.mebmarket.com
หนังสือ 108 คำถามกฎหมายอาญา เล่มที่ 1 (ภาคทั่วไป) จัดทำขึ้นมาโดยผู้เขียนประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษำ รวมถึงผู้ที่สนใจกฎหมายอาญาภาคทั่วไปได้ทบทวนความรู้เกี่ยวกับ กฎหมายอำญาภาคทั่วไป ซึ่งคำถามทั้งหมดครอบคลุมเนื้อหา กฎหมายอำญาภาคทั่วไป








          โครงสร้างความรับผิดทางอาญา หรือ Structure of Crime มีความสำคัญในการวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของบุคคล ซึ่งต้องพิจารณาความรับผิดของบุคคลนั้นอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งเราเรียกขั้นตอนนี้ว่า “โครงสร้างความรับผิดทางอาญา” เมื่อเราพิจารณาไปตามโครงสร้างนี้แล้ว เราจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าบุคคลนั้น ๆ จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ และต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่

1. โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของต่างประเทศ

โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกันไปตามแนวความคิดและกฎหมายอาญาของประเทศนั้น ซึ่งแยกโครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามระบบกฎหมายได้ 2 ระบบ คือ โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) และโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบวิวิวลอว์ (Civil Law) ซึ่งโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของแต่ละระบบก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้างตามแนวความคิดและพัฒนาการทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งพิจารณาได้ดังต่อไปนี้
1.1 โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของคอมมอนลอว์ (Common Law)

การที่จะวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายอาญาคอมมอนลอว์นั้น ก่อนอื่นต้องพิจารณาเสียก่อนว่าการกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ (Element of Crime) โดยพิจารณาไปทีละส่วน คือ พิจารณาจากส่วนที่อยู่ภายนอก เสร็จแล้วจึงค่อยไปพิจารณาส่วนที่อยู่ภายในของผู้กระทำผิด โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายคอมมอนลอว์ ซึ่งประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายนี้ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้วางโครงสร้างความรับผิดทางอาญาออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือ Actus Reus และส่วนที่เป็นเจตนาร้ายหรือจิตใจที่ชั่วร้าย หรือ Mens Rea ซึ่งอยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำ[1]

1. ส่วนที่เป็นการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย (Actus Reus) หมายถึง การกระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้ ว่าเป็นความผิด จุดเริ่มต้นของการพิจารณาความรับผิด คือ จะต้องมีการกระทำเพราะกฎหมายอาญามุ่งลงโทษสิ่งที่เป็นการกระทำจะไม่ลงโทษสิ่งที่เป็นความคิด

ส่วนที่เป็นการกระทำ (Actus) ตรงกับคำว่า Act หมายถึง การกระทำส่วน Reus ตรงกับคำว่า Wrong หมายถึง ความผิดการกระทำตามกฎหมายคอมมอนลอว์ประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการ คือ  


     1) อิริยาบท

     2) พฤติการณ์ประกอบอิริยาบท และ

     3) ผลของอิริยาบถและพฤติการณ์ประกอบอิริยาบถนั้น




ส่วนที่เรียกว่าความผิด (Reus) เป็นการพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็น “ความผิด” หรือไม่ ซึ่งในที่นี้จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าหากไม่มีกฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิด ก็ถือว่าขาดองค์ประกอบของความผิด การพิจารณาส่วนนี้เรียกว่า Reus

2. เจตนาร้าย (Mens Rea) คือสิ่งที่บ่งบอกสภาวะที่แท้จริงของจิตใจอันเกี่ยวกับจิตใจที่ชั่วร้าย (evil mind) ของผู้กระทำ นอกจากนี้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ คำว่า เจตนาร้าย หมายความครอบคลุมทั้งส่วนที่เป็น การกระทำโดยเจตนา (intention) และส่วนที่เป็นการกระทำโดยประมาทโดยรู้ตัว (Recklessness) อีกด้วย

สำหรับความเห็นของนักกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันเห็นว่า เจตนาร้าย (mens rea) มีอยู่ในส่วนของการกระทำโดยเจตนาและการกระทำประมาทโดยรู้ตัว (recklessness) ส่วนกรณีการประมาทธรรมดา (negligence) ยังมีข้อโต้เถียงกันว่าจะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาร้าย (mens rea) หรือไม่

ประมาทโดยรู้ตัว (recklessness) คือการที่ผู้กระทำรู้ถึงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดผลร้าย แต่ก็มิได้นำพา ละเลย ไม่ใส่ใจ อันเป็นการประมาทเลินเล่อ เช่น นายแดงรู้ทราบว่ารถของตนเบรกไม่ดี แต่ก็ยังฝืนขับไป และเกิดชนคนตายเพราะรถเบรกไม่อยู่ เป็นการกระทำโดยประมาทโดยรู้ตัว (recklessness)[2] เพราะรู้ถึงความบกพร่องของรถ แต่ยังฝืนใช้ไปม่ซ่อมให้ดี ตามกฎหมายคอมมอนลอว์ ถือว่ามีเจตนาร้าย (Mens Rea)

แต่ถ้าเป็นกรณีประมาทธรรมดาหรือประมาทเพราะความผลั้งเผลอ (negligence) เช่น ขับรถด้วยความเร็วเพราะรีบกลับบ้านจนถึงทางแยกเบรกไม่ทัน ทำให้รถไปชนคนตาย เช่นนี้เป็นความประมาทธรรมดา (negligence) ไม่ถือว่ามีเจตนาร้าย (mens rea)


1.2 โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของซิวิลลอว์ (Civil Law)

ระบบกฎหมายซิวิลลอว์ (Civil Law system) เป็นระบบกฎหมายที่ใช้กันในกลุ่มประเทศภาคพื้นยุโรป อาทิ เช่น ประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ซึ่งมีพื้นฐานทางกฎหมายมาจากกฎหมายในยุคอาณาจักรโรมันที่มีอิทธิพลในยุโรป หลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย กฎหมายของโรมันก็ถูกนำมาใช้ในประเทศต่าง ๆ ที่แยกเป็นอิสระ โดยการจัดทำประมวลกฎหมายเป็นของตนเอง ซึ่งเรียกกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายนี้ว่า กลุ่มประเทศระบบกฎหมายแบบซิวิลลอว์




แนวความคิดของสำนักกฎหมายอาญาแบบซิวิลลอว์ เห็นว่ากฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการลงโทษการกระทำผิดของบุคคลในสังคม จึงต้องพิจารณาถึงตัวผู้กระทำและการกระทำของบุคคลนั้นว่าเป็นการกระทำความผิดและสมควรถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งลำดับหรือโครงสร้างในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาของกฎหมายอาญา ซิวิลลอว์ ต้องพิจารณาตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

     1) พิจารณาว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบตามองค์ประกอบของความผิดของความผิดฐานนั้นหรือไม่

     2) พิจารณาว่าการกระทำนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นความผิดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) เช่น หากการกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายกฎหมายก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิด

     3) พิจารณาถึงความรู้ผิดชอบชั่วดี (Schuld) ของผู้กระทำว่าสมควรที่จะต้องรับโทษตามกฎหมายหรือไม่ เช่น หากผู้กระทำความผิดเป็นเด็กซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีกฎหมายก็ยกเว้นโทษให้ เป็นต้น

2. โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของไทย

กฎหมายอาญาของไทยนั้นเป็นกฎหมายอาญาในรูปแบบของระบบประมวลกฎหมายหรือระบบลายลักษณ์อักษร ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการปฏิรูปกฎหมายสมัยรัชการที่ 5 ที่ทรงจัดให้มีการจัดทำประมวลกฎหมายอาญาขึ้นใหม่ให้มีความทันสมัยและได้รับการยอมจากนานาประเทศ ซึ่งได้นำระบบประมวลกฎหมายแบบประเทศซิวิลลอว์มาใช้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของไทยนั้นมีความแตกต่างไปจากโครงสร้างความรับผิดของทั้ง common law และ civil law บ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในลักษณะ 3 คำพิพากษาและคำสั่ง ในมาตรา 185 "ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยไป แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่าง คดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้ เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำผิด และไม่มีการยกเว้นโทษตาม กฎหมายให้ศาลลงโทษแก่จำเลยตามความผิด แต่เมื่อเห็นสมควร ศาลจะปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้" จากมาตรา 185 ที่ศาลจะต้องพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย เป็นที่มีมาของโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของไทย ที่มีการแยกพิจารณาความรับผิดทางอาญาอย่างเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้




จะต้องพิจารณาตามโครงสร้างดังต่อไปนี้ คือ

     1. การกระทำครบองค์ประกอบความผิด

     2. ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด

     3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ


พิจารณาตัวอย่าง

ตัวอย่างที่ 1 นายแดงเอาปืนยิงเข้าไปในรถยนต์ของนายดำ เพราะเข้าใจว่าเบาะรถยนต์คือนายดำ นายแดงจะมีความผิดและต้องรับโทษหรือไม่

ตัวอย่างที่ 2 นายแดงเอาปืนยิงนายดำ เพราะเห็นนายดำกำลังจะยิงนางขาวซึ่งเป็นกริยาของนายแดง นายแดงมีความผิดและต้องรับโทษหรือไม่

ตัวอย่างที่ 3 นายแดงยิงนายดำ เพราะนายเขียวจับนางขาวซึ่งเป็นกริยาของนายแดงไปและขู่บังคับว่าหากไม่มานายแดงไมยิงนายดำจะฆ่านางขาว นายแดงมีความผิดและต้องรับโทษหรือไม่

จากตัวอย่างทั้งสามกรณีนั้นไม่อาจจะวินิจฉัยได้ทันทีว่านายแดงมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ จนกว่าจะได้พิจารณาตามโครงสร้างความรับผิดอาญาทั้ง 3 โครงสร้างเสียก่อน

โครงสร้างข้อที่ 1 การกระทำครบองค์ประกอบความผิด

อ่าน การกระทำครบองค์ประกอบภายนอก click

          ความผิดอาญาทุกฐานความผิด ไม่ว่าจะเป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอาญาอื่น ต้องมีองค์ประกอบความผิด (Element of Crime) เสมอ เพราะกฎ ซึ่งบุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาได้นั้นต้องมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดในแต่ละฐานนั้น
          1) การกระทำ
2) ครบองค์ประกอบความผิด
3) ผลของการกระทำมีความสัมพันธ์กับการกระทำ (causation)

1) การกระทำ
          การกระทำ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก ที่ว่ารู้สำนึกหมายถึง การเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นต้องอยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ (Under the force of mind) การเคลื่อนไหวร่างกายต้องผ่านขั้นตอนในการคิด ตัดสินใจ และกระทำตามที่ได้ตัดสินใจ เช่น นายแดงลื่นกำลังจะล้มจึงคว้าเอาเสื้อของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าจนเสื้อขาด จะเห็นว่าแม้จะใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที่แต่การกระทำดังกล่าวของนายแดงก็ผ่านขั้นตอนของการคิด ตัดสินใจ และกระทำตามที่ได้ตัดสินใจแล้ว จึงเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้บังคับของจิตใจ แต่หากเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ เช่น การละเมอ การชักกระตุก ไม่ใช่การกระทำ



          การกระทำทางอาญาไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกายเท่านั้น การที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกายถือว่าเป็นการกระทำได้ แต่การไม่เคลื่อนไหวร่างกายนั้นจะต้องเป็นการไม่เคลื่อนไหว โดยมีหน้าที่ที่จะต้องเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้ผลร้ายเกิดขึ้น หากไม่มีหน้าที่ต้องป้องกันผล แม้จะไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกก็ไม่ถือว่ามีการกระทำ ซึ่งเรากระทำอันนี้ว่า “การงดเว้น”
2) องค์ประกอบความผิด (Elements of Crime)
          ความผิดอาญาแต่ละฐานความผิดล้วนต้องมีองค์ประกอบความผิดเสมอ ถ้าไม่ครบองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งในความผิดฐานนั้นแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดอาญา โดยที่องค์ประกอบความผิดแต่ละฐานนั้นต้องแยกพิจารณา 2 ส่วน คือ องค์ประกอบภายนอก และองค์ประกอบภายใน
          องค์ประกอบภายนอก (External Element) หมายถึงองค์ประกอบที่อยู่ภายนอกของความผิดแต่ละฐานสามารถพิจารณาและเห็นได้ภายนอก โดยความผิดแต่ละฐานจะมีองค์ประกอบภายนอกดังต่อไปนี้
1 ผู้กระทำ
2. การกระทำ
3 วัตถุแห่งการกระทำ
          พิจารณาตัวอย่างความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา มาตรา 288 “ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
           1. ผู้กระทำ คือ ผู้ใด
2. การกระทำ คือ ฆ่า
3. วัตถุแห่งการกระทำ คือ ผู้อื่น
          ความผิดฐานลักทรัพย์ มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
1. ผู้กระทำ คือ ผู้ใด
2. การกระทำ คือ เอาไป
3. วัตถุแห่งการกระทำ คือ ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
          องค์ประกอบภายใน (INTERNAL ELEMENTS) หมายถึงองค์ประกอบที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในจิตใจของผู้กระทำ ซึ่งเราจะพิจารณาส่วนที่อยู่ในจิตใจนี้ได้จากการกระทำโดยหลักการที่ว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”
          มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติโดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
          ดังนั้นองค์ประกอบภายในจึงมี 2 ประเภท คือ 

1) เจตนา (Intention) 

2) ประมาท (Negligence)


อ่านเรื่อง องค์ประกอบภายใน click

1) เจตนา (Intention)
          การกระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ดังนั้นเจตนาจึงประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนรู้ และส่วนของความต้องการ ส่วนรู้หมายถึงรู้สึกนึกในการกระทำและข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ ส่วนของความต้องการ คือ การประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล

พิจารณาตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ 1 นายแดงขับรถยนต์มาด้วยความเร็วเห็นนายดำกำลังข้ามถนน นายแดงเคยมีเรื่องบาดหมางกับนายดำอยู่ก่อนหน้านี้ จึงเหยียบคันเร่งพุ่งชนนายดำ จนนายดำถึงแก่ความตาย กรณีนี้เป็นการกระทำโดยเจตนาประเภทประสงค์ต่อผล เพราะนายแดงประสงค์ให้นายดำถึงแก่ความตาย

ตัวอย่างที่ 2 นายแดงขับรถยนต์มาด้วยความเร็ว เห็นนายดำกำลังเดินข้ามถนนอยู่ด้านหน้า แต่แทนที่นายแดงจะเหยียบเบรก นายแดงกลับบีบแตรและเหยียบคันเร่งโดยคิดว่าเมื่อนายดำได้ยินเสียงแตรแล้วจะหลบเอง แต่นายดำหลบไม่ทัน จึงถูกรถชนถึงแก่ความตายกรณีนี้แม้นายแดงไม่ได้ประสงค์จะชนนายนายดำ แต่ก็เล็งเห็นได้ว่า รถย่อมชนนายดำถ้านายดำหลบไม่ทัน เป็นการกระทำโดยเจตนาเช่นเดียวกัน

2) ประมาท (Negligence)

การกระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

ตามกฎหมายไทยนั้นไม่ได้มีการแยกลงโทษหนักเบาตามระดับของความประมาท แต่การลงโทษกรณีประมาทนั้นพิจารณาตามผลหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น หากประมาทเป็นเหตุให้คนตายก็ต้องรับโทษตาม มาตรา 291 ฐานกระทำประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่หากผลของการประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสก็รับโทษตาม มาตรา 300 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

3) ผลของการกระทำมีความสัมพันธ์กับการกระทำ (causation)

บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาได้ต่อเมื่อเขาได้กระทำอันเป็นความผิดกฎหมาย หากเขาไม่ได้กระทำหรือไม่ได้เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น เขาก็ไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้น ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นต้องมีความสัมพันธ์กับการกระทำของผู้กระทำด้วย เช่น นายแดงใช้ปืนยิงนายดำ นายดำได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา แม้นายดำจะไม่ได้ตายทันที แต่ความตายก็เป็นผลมากการกระทำของนายแดง ดังนั้นผลและการกระทำจึงมีความสัมพันธ์กัน นายแดงก็ต้องรับผิดในความตายของนายดำ

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผลที่เกิดขึ้นไม่มีความสัมพันธ์กับการกระทำ ผู้ที่กระทำก็ไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น เช่น นายแดงวิ่งเอาไม้ไล่ตีนายดำ นายดำวิ่งหนี ขณะนั้นเป็นเวลาฝนตกทำให้ฟ้าผ่าถูกนายดำถึงแก่ความตาย กรณีอย่างนี้มีปัญหาให้พิจารณาว่าความตายของนายดำเกิดขึ้นจากการกระทำของนายแดงหรือไม่ หากพิจารณาได้ว่าความตายไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของนายแดง แต่เป็นเกิดขึ้นเพราเหตุสุดวิสัยฟ้าผ่า นายแดงก็ไม่ต้องรับผิดในผลแห่งความตายของนายดำ

ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล เมื่อมีปัญหาว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกระทำนั้นหรือไม่ จะใช้ทฤษฎีทางกฎหมายอาญามาพิจารณา 2 ทฤษฎี คือ
1) ทฤษฎีเงื่อนไข (Condition Theory)
2) ทฤษฎีมูลเหตุที่เหมาะสม (Theory of Adequate Cause)

โครงสร้างข้อที่ 2 ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด

          การกระทำใดที่ครบองค์ประกอบความผิดในฐานนั้น ๆ แล้ว (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 1) จะต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า การกระทำความผิดนั้น มีกฎหมายยกเว้นความผิดไว้หรือไม่ หากมีกฎหมายยกเว้นความผิดไว้ การกระทำนั้นแม้จะครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ก็ถือว่าไม่เป็นความผิดอาญา ซึ่งเหตุยกเว้นความผิดมีหลายสาเหตุทั้งเหตุยกเว้นความรับผิดที่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่น รวมถึงเหตุยกเว้นความผิดตามหลักกฎหมายทั่วไป

1. เหตุยกเว้นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา
     
     1.1 การการป้องกันโดยชอบตาม ม.68
     1.2 การทำแท้งในกรณีพิเศษ ม. 305
     1.3 การแสดงความเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต ตาม ม.329 หรือการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนการพิจารณาคดีในศาลโดยคู่ความหรือทนายความตาม ม.331

2. เหตุยกเว้นความผิดโดยตามหลักกฎหมายทั่วไป

     2.1 ความยินยอมที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี
     2.2 จารีตประเพณี

3. กฎหมายยกเว้นความผิดในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ เช่น
     มาตรา 1347  เจ้าของที่ดินอาจตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อ และเอาไว้เสียถ้ากิ่งไม้ยื่นล้ำเข้ามา เมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรแล้ว แต่ผู้นั้นไม่ตัด  ท่านว่าเจ้าของที่ดิน ตัดเอาเสียได้

     มาตรา 452 ผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ชอบที่จะจับสัตว์ของผู้อื่นอันเข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์นั้น และยึดไว้เป็นประกันค่าสินไหมทดแทน อันจะพึงต้องใช้แก่ตนได้และถ้าเป็นการจำเป็นโดยพฤติการณ์แม้จะฆ่าสัตว์นั้นเสียก็ชอบที่จะทำได้

     มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจการปกครองมีสิทธิ
          (2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อกล่าวสั่งสอน

4. เหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
     มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรืคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำ ความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80

โครงสร้างข้อที่ 3 การกระทำนั้นไม่มีเหตุยกเว้นโทษ
          การกระทำใดที่ครบองค์ประกอบความผิดในฐานนั้นๆ แล้ว (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 1) และพิจารณาแล้วว่าการกระทำความผิดนั้นไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิดไว้ (ผ่านโครงสร้างข้อที่ 2 ) การกระทำนั้นถือว่าเป็นความผิดทางอาญาแล้ว แต่ทั้งนี้อาจมีเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษทางอาญาได้ ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องถูกปรับ เป็นต้น ซึ่งเรียกเหตุดังกล่าวว่าเหตุยกเว้นโทษ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
          1. การกระทำโดยความจำเป็นตาม ม.67
          2. การกระทำความผิดของเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี ม.73 และเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ม.74
          3. การกระทำความผิดของคนวิกลจริต ม.65
          4. การกระทำความผิดด้วยความมึนเมา ม.66
          5. การกระทำตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงาน ม.70
          6. การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในบางความผิดระหว่างสามีกริยา ม.71 วรรค แรก

เหตุลดโทษ
          เหตุลดโทษนั้นไม่ได้อยู่ในโครงสร้างความรับผิดทางอาญา เนื่องจากโครงสร้างความรับผิดทางอาญานั้นเป็นโครงสร้างที่ใช้พิจารณาว่าผู้กระทำจะมีความผิดและต้องรับโทษหรือไม่ ดังนั้นเหตุลดโทษจึงอยู่นอกโครงสร้างความรับผิดทางอาญา แต่เมื่อพิจารณาผ่านโครงสร้างความรับผิดทางอาญาทั้ง 3  ข้อแล้ว ผู้กระทำมีความผิดและต้องรับโทษแล้ว แต่อาจมีเหตุลดโทษ ทำให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ก็ได้ เช่น
          1) ความไม่รู้กฎหมาย ม.64
          2) คนวิกลจริตซึ่งยังพอรู้สึกผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตัวเองได้บ้าง ม.65 วรรค 2
          3) ความมึนเมาซึ่งยังพอรู้สึกผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ม.66
          4) การป้องกันหรือจำเป็นโดยชอบ ม.69
          5) การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานระหว่างญาติสนิท ม.71 วรรค 2
          6) การกระทำความผิดของผู้ที่มีอายุกว่า 15 ปี แต่ต่ำกว่า 18 หรือ 18 แต่ไม่เกิน 20 ปี
          7) เหตุบรรเทาโทษตาม ม.78
          8) การกระทำความผิดเพราะบันดาลโทสะ ม.72




[1] ณฐัฐ์วฒัน์ สุทธิโยธิน, ทฤษฎีความรับผิดทางอาญา, สืบค้นจาก http://www.stou.ac.th/Schools/Slw/upload/41716_2.pdf

[2] ประมาทโดยรู้ตัว เป็นคนละกรณีกับประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นการประมาทที่มีลักษณะไปในทางที่บุคคลนั้นได้ทำไปโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก เช่น คาดเห็นได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นได้ หรือหากระมัดระวังสักเล็กน้อย ก็คงได้คาดเห็นการอาจเกิดความเสียหายเช่นนั้น