สวัสดีและขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ บทความของผมจะเป็นบทความทางกฎหมาย ซึ่งอาจจะเป็นทางวิชาการไปสักหน่อย แต่เพราะอยากให้ความรู้ทางกฎหมายโดยเฉพาะทางด้านกฎหมายอาญา กฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านนะครับ
Showing posts with label กฎหมายอาญา. Show all posts
Showing posts with label กฎหมายอาญา. Show all posts
Wednesday, 11 July 2018
Tuesday, 9 January 2018
จำหน่ายข้อสอบปรนัยกฎหมาย
ข้อสอบปรนัยกฎหมาย มีทั้งแบบเป็น app สำหรับใช้มือถือทำ หรือจะรับเป็นไฟล์ pdf
กฎหมายอาญาภาคความผิด
1. ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย จำนวน 80 ข้อ 100 บาท
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
1. ผู้เสียหาย จำนวน 40 ข้อ ราคา 50 บาท
2. อำนาจสอบสวน 40 ข้อ ราคา 50 บาท
ตัวอย่างข้อสอบปรนัยแบบ pdf
![]() |
| ตัวอย่างข้อสอบแบบ pdf |
![]() |
| ตัวอย่างข้อสอบแบบ pdf |
ตัวอย่างข้อสอบปรนัยแบบเล่นใน app Quizzes
![]() |
| ต้องมี code ของข้อสอบถึงจะเข้าทำได้ครับ |
![]() |
| ใส่ชื่อผู้เล่น |
![]() |
| เลือกข้อที่ถูกต้อง |
![]() |
| เมื่อตอบถูกจะปรากฎคะแนน และคำเฉลยทุกข้อ |
ติดต่อขอรับ code เพื่อลองเล่นก่อนที่ chalermwut.up@gmail.com
Wednesday, 13 December 2017
วิเคราะห์ข้อสอบเนติบัณฑิต : กฎหมายอาญา
ก่อนอื่นต้องพิจารณาก่อนว่าข้อสอบข้อนี้มีกี่ประเด็น
ตามคำถามของโจทก์ให้วินิจฉัยว่า นายชื่น นายชิต และนายชมต้องรับผิดฐานใดหรือไม่ (ข้อสังเกต ข้อสอบกฎหมายอาญาของเนติบัณฑิตจะให้วินิจฉัยคนที่ลงมือก่อนเสมอ เพราะความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะขึ้นอยู่กับความรับผิดของคนที่ลงมือ เช่น ตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน และที่สำคัญต้องตอบอธิบายความรับผิดไปทีละคน)
ผมจะขออธิบายหลักการทางกฎหมายอาญาไปพร้อมกับวิธีการเขียนตอบข้อสอบแบบ IRAC ไปด้วยนะครับ
การเขียนข้อสอบแบบ IRAC 👉👉👉 การเขียนข้อสอบแบบ IRAC
ประเด็นที่ ๑ ความรับผิดของนายชื่น
(I) นายชื่นได้รับจ้างจากนายชิตให้ไปฆ่านายใส เมื่อนายชื่นเจอนายใสได้จ้องเล็งปืนจะยิงนายใส แต่นายชมเกิดสำนึกผิดวิ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุและปัดปืนทำให้ปืนตกน้ำ นายชื่นมีความผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่
(R) จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา ๘๐ ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
(A) จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายวินิจฉัยได้ว่า นายชื่นมีเจตนาฆ่านายใส เมื่อเจอนายใส นายชื่นจึงได้จ้องเล็งปืนจะยิงนายใส การกระทำของนายชื่นได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว เมื่อการกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะนายชมวิ่งเข้ามาปัดปืนทำให้ปืนตกน้ำ ไม่สามารถทำไปได้ตลอด นายชื่นจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายใส
(C) นายชื่นมีความผิดฐานพยายามฆ่า ตามาตรา 80
ประเด็นที่ ๒ ความรับผิดของนายชิต
(I) นายชิตได้รับจ้างจากนายชมให้ไปฆ่านายใส แต่นายชิตเกิดป่วยกระทันหันทำให้ไปฆ่านายใสไม่ได้ นายชิตจึงได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตนเอง นายชิตมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้หรือไม่
(R) จากข้อเท็จจริงมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญจ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสาม ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
(A) จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายวินิจฉัยได้ว่า นายชิตมีรับจ้างไปฆ่านายใสแต่ไม่สามารถไปฆ่าเองได้ จึงได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตน การที่นายชิตไปจ้างนายชื่นถือเป็นการก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนากระทำความผิดโดยการจ้าง ดังนั้น นายชิตจึงถือว่าเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เมื่อนายชื่นได้ไปกระทำความผิดถึงขั้นพยายามฆ่า นายชิตจึงต้องรับโทษเสมือเป็นตัวการ
(C) นายชิตมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้
ประเด็นที่ ๓ ความรับผิดของนายชม
(I) นายชมได้ว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส แต่นายใสไปเองไม่ได้จึงได้ไปว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทน แต่เมื่อนายชื่นกำลังจ้องจะยิงนายใส นายชมเกิดสำนึกผิดวิ่งเข้าไปปัดปืนตกน้ำ นายชมจะมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้หรือไม่
(R) จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญจ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้ กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสาม ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 88 ถ้าความผิดที่ได้ใช้ ที่ได้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำ หรือที่ได้สนับสนุนให้กระทำ ได้กระทำถึงขั้นลงมือ กระทำความผิดแต่เนื่องจากการเข้าขัดขวางของผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือ ประกาศหรือผู้สนับสนุนผู้กระทำได้กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไป ตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้ใช้หรือผู้โฆษณาหรือประกาศ คงรับผิดเพียงที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 84 วรรคสอง หรือ มาตรา 85 วรรคแรก แล้วแต่กรณี ส่วนผู้สนับสนุนนั้นไม่ต้องรับโทษ
(A) จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องวินิจฉัยได้ว่า นายชมได้จ้างให้นายชิตไปฆ่านายใส ถือว่าได้ก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนาฆ่า โดยการจ้าง นายชมย่อมเป็นผู้ใช้รับโทษหนึ่งในสาม แต่ปรากฎว่านายชิตไปฆ่านายใสไม่ได้ จึงได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทน เมื่อนายนายชื่นได้เล็งปืนจ้องเล็งยิงนายใส ถือว่าผู้ถูกใช้ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่เนื่องจากการกระทำของนายชมได้เข้าขัดขวางไม่ให้การกระทำนั้นได้กระทำไปได้ตลอด ทำให้การกระทำไม่บรรลุผล นายชมคงรับเพียงที่บัญญัติไว้สำหรับมาตรา ๘๔ วรรคสองเท่านั้น
สรุป นายชมมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้รับโทษหนึ่งในสาม
ข้อสังเกต
๑. ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ คือ การก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนากระทำความผิดขึ้นมา เมื่อได้ก่อให้เกิดเจตนาแล้ว แม้การกระทำความผิดยังไม่ได้กระทำลงก็ต้องรับโทษตามกฎหมายหนึ่งในสามแล้ว
๒. การใช้กันเป็นทอดๆ ตามข้อสอบ คือ นายชมใช้นายชิต นายชิตไปไม่ได้จึงไปใช้นายชื่นต่ออีกทอดหนึ่ง กรณีเช่นนี้ ทั้งนายชมและนายชิตย่อมเป็นผู้ใช้ เพราะได้ก่อให้คนอื่นเจตนากระทำความผิด แต่หากไม่ใช่กรณีใช้กันเป็นทอด ๆ เช่น นายชมใช้ให้นายชิตไปจ้างนายชื่น กรณีเช่นนี้ นายชมและนายชิดจะเป็นผู้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อ นายชิตไปจ้างนายชื่น ตอนที่นายชมจ้างนายชิดนายชมยังไม่ใช่ผู้ใช้ เพราะยังไม่มีคนเกิดเจตนาจะไปฆ่านายใส
๓. การเข้าขัดขวางของผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนตามาตรา ๘๘ นั้น เป็นผลที่ทำให้เกิดผลดีต่อคนที่ขัดขวาง แต่เป็นเหตุส่วนตัว หมายความว่า คนใดทำคนนั้นก็ได้ไม่มีผลต่อผู้ใช้หรือผู้สสนับสนุนคนอื่นด้วย
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
คำค้นหา ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ตัวการ การพยายามกระทำความผิด ข้อสอบเน สอบเนติ
ตามคำถามของโจทก์ให้วินิจฉัยว่า นายชื่น นายชิต และนายชมต้องรับผิดฐานใดหรือไม่ (ข้อสังเกต ข้อสอบกฎหมายอาญาของเนติบัณฑิตจะให้วินิจฉัยคนที่ลงมือก่อนเสมอ เพราะความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะขึ้นอยู่กับความรับผิดของคนที่ลงมือ เช่น ตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน และที่สำคัญต้องตอบอธิบายความรับผิดไปทีละคน)
ผมจะขออธิบายหลักการทางกฎหมายอาญาไปพร้อมกับวิธีการเขียนตอบข้อสอบแบบ IRAC ไปด้วยนะครับ
การเขียนข้อสอบแบบ IRAC 👉👉👉 การเขียนข้อสอบแบบ IRAC
ประเด็นที่ ๑ ความรับผิดของนายชื่น
(I) นายชื่นได้รับจ้างจากนายชิตให้ไปฆ่านายใส เมื่อนายชื่นเจอนายใสได้จ้องเล็งปืนจะยิงนายใส แต่นายชมเกิดสำนึกผิดวิ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุและปัดปืนทำให้ปืนตกน้ำ นายชื่นมีความผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่
(R) จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา ๘๐ ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
(A) จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายวินิจฉัยได้ว่า นายชื่นมีเจตนาฆ่านายใส เมื่อเจอนายใส นายชื่นจึงได้จ้องเล็งปืนจะยิงนายใส การกระทำของนายชื่นได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว เมื่อการกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะนายชมวิ่งเข้ามาปัดปืนทำให้ปืนตกน้ำ ไม่สามารถทำไปได้ตลอด นายชื่นจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายใส
(C) นายชื่นมีความผิดฐานพยายามฆ่า ตามาตรา 80
ประเด็นที่ ๒ ความรับผิดของนายชิต
(I) นายชิตได้รับจ้างจากนายชมให้ไปฆ่านายใส แต่นายชิตเกิดป่วยกระทันหันทำให้ไปฆ่านายใสไม่ได้ นายชิตจึงได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตนเอง นายชิตมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้หรือไม่
(R) จากข้อเท็จจริงมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญจ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสาม ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
(A) จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายวินิจฉัยได้ว่า นายชิตมีรับจ้างไปฆ่านายใสแต่ไม่สามารถไปฆ่าเองได้ จึงได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตน การที่นายชิตไปจ้างนายชื่นถือเป็นการก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนากระทำความผิดโดยการจ้าง ดังนั้น นายชิตจึงถือว่าเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เมื่อนายชื่นได้ไปกระทำความผิดถึงขั้นพยายามฆ่า นายชิตจึงต้องรับโทษเสมือเป็นตัวการ
(C) นายชิตมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้
ประเด็นที่ ๓ ความรับผิดของนายชม
(I) นายชมได้ว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส แต่นายใสไปเองไม่ได้จึงได้ไปว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทน แต่เมื่อนายชื่นกำลังจ้องจะยิงนายใส นายชมเกิดสำนึกผิดวิ่งเข้าไปปัดปืนตกน้ำ นายชมจะมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้หรือไม่
(R) จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญจ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้ กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสาม ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 88 ถ้าความผิดที่ได้ใช้ ที่ได้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำ หรือที่ได้สนับสนุนให้กระทำ ได้กระทำถึงขั้นลงมือ กระทำความผิดแต่เนื่องจากการเข้าขัดขวางของผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือ ประกาศหรือผู้สนับสนุนผู้กระทำได้กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไป ตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้ใช้หรือผู้โฆษณาหรือประกาศ คงรับผิดเพียงที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 84 วรรคสอง หรือ มาตรา 85 วรรคแรก แล้วแต่กรณี ส่วนผู้สนับสนุนนั้นไม่ต้องรับโทษ
(A) จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องวินิจฉัยได้ว่า นายชมได้จ้างให้นายชิตไปฆ่านายใส ถือว่าได้ก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนาฆ่า โดยการจ้าง นายชมย่อมเป็นผู้ใช้รับโทษหนึ่งในสาม แต่ปรากฎว่านายชิตไปฆ่านายใสไม่ได้ จึงได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทน เมื่อนายนายชื่นได้เล็งปืนจ้องเล็งยิงนายใส ถือว่าผู้ถูกใช้ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่เนื่องจากการกระทำของนายชมได้เข้าขัดขวางไม่ให้การกระทำนั้นได้กระทำไปได้ตลอด ทำให้การกระทำไม่บรรลุผล นายชมคงรับเพียงที่บัญญัติไว้สำหรับมาตรา ๘๔ วรรคสองเท่านั้น
สรุป นายชมมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้รับโทษหนึ่งในสาม
ข้อสังเกต
๑. ความผิดฐานเป็นผู้ใช้ คือ การก่อให้ผู้อื่นเกิดเจตนากระทำความผิดขึ้นมา เมื่อได้ก่อให้เกิดเจตนาแล้ว แม้การกระทำความผิดยังไม่ได้กระทำลงก็ต้องรับโทษตามกฎหมายหนึ่งในสามแล้ว
๒. การใช้กันเป็นทอดๆ ตามข้อสอบ คือ นายชมใช้นายชิต นายชิตไปไม่ได้จึงไปใช้นายชื่นต่ออีกทอดหนึ่ง กรณีเช่นนี้ ทั้งนายชมและนายชิตย่อมเป็นผู้ใช้ เพราะได้ก่อให้คนอื่นเจตนากระทำความผิด แต่หากไม่ใช่กรณีใช้กันเป็นทอด ๆ เช่น นายชมใช้ให้นายชิตไปจ้างนายชื่น กรณีเช่นนี้ นายชมและนายชิดจะเป็นผู้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อ นายชิตไปจ้างนายชื่น ตอนที่นายชมจ้างนายชิดนายชมยังไม่ใช่ผู้ใช้ เพราะยังไม่มีคนเกิดเจตนาจะไปฆ่านายใส
๓. การเข้าขัดขวางของผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนตามาตรา ๘๘ นั้น เป็นผลที่ทำให้เกิดผลดีต่อคนที่ขัดขวาง แต่เป็นเหตุส่วนตัว หมายความว่า คนใดทำคนนั้นก็ได้ไม่มีผลต่อผู้ใช้หรือผู้สสนับสนุนคนอื่นด้วย
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
คำค้นหา ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ตัวการ การพยายามกระทำความผิด ข้อสอบเน สอบเนติ
|
|
|
|
|
Friday, 1 December 2017
ขับรถชนคนควรทำอย่างไรดี
ขับรถชนคนควรทำอย่างไรดี
โดยเฉลิมวุฒิ สาระกิจ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
ขับรถชนเขาแล้วไม่ควรหนี เพราะจะทำให้ยิ่งต้องรับโทษตามกฎหมายหนักขึ้นกว่าเดิมนะครับ การขับรถชนคนอื่นจะมีความผิดตามกฎหมายที่เราต้องพิจารณาอยู่ 2 ฉบับคือ ความรับตามประมวลกฎหมายอาญา และความรับผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
ความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หากเป็นการกระทำโดยประมาท ความรับผิดของคนที่ขับรถชนนั้นพิจารณาจากผลของการชน หากคนที่ถูกชนตาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท
แต่หากผลของการชนเป็นเหตุให้เขาได้รับอันตรายสาหัส เช่น พิการ แขนขาด ขาขาด หรือต้องรักษาตัวนานเป็นเดือน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300
มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หากผลของการชนเป็นเหตุให้เขาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เช่น หัวแตก เลือดออก สลบไป เช่นนี้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390
มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จะเห็นได้ว่าความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีขับรถโดยประมาทชนผู้อื่นนั้น จะถูกลงโทษหนักหรือเบาขึ้นอยู่กับผลของการกระทำที่เกิดขึ้น หากเขาถึงตายก็มีโทษถึงขั้นจำคุกไม่เกินสิบปี แต่หากเขาได้รับอันตรายแก่กายก็จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน แต่หากเขาไม่ได้รับอันตายแก่กายหรือจิตใจเลยก็ไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
ทีนี้มาพิจารณาความรับผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
มาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ (4) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ซึ่งหากกระทำความผิดตาม มาตรา 43 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท
และหากชนเขาแล้วไม่ลงไปช่วยเขา จะมีความผิดตาม มาตรา 78
มาตรา 78 ผู้ใดขับรถหรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะ
เป็นความผิดของผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
หากไม่ลงไปช่วยเหลือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึง หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ที่กล่าวทั้งหมดเป็นโทษที่อาจจะได้รับในกรณีการขับรถโดยประมาทแล้วไปชนคนอื่น แต่โทษของการขับรถจะหนักขึ้นทันทีหากเป็นการขับขี่รถด้วยความมึนเมาหรือเสพสารเสพติด
ดังนั้น หากเราไม่อยากติดคุกเราต้องทำอย่างไร
1. อันดับแรกเมื่อรู้ว่าชนแล้ว ต้องลงจากรถเพื่อช่วยเหลือ การขับรถหนีไปนอกจากจะไม่ใช่หนทางที่ทำให้เราพ้นจากความรับผิดแล้ว ยังทำให้โทษหนักขึ้นอีกด้วย แต่การลงไปช่วยเหลือ เช่น ปฐมพยาบาล พาไปส่งโรงพยาบาล แม้สุดท้ายคนถูกชนจะตายหรือสาหัส ก็สามารถขอให้ศาลลดโทษให้ได้ เพราะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ(พยายามบรรเทาผลร้าย)
2. หากเราผิดจริงคือ ประมาทจริง ต้องเยียวยาผู้เสียหาย เช่น ในกรณีที่เขาตายต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จัดงานศพ ไปร่วมงานศพ ถ้าเขาบาดเจ็บต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งค่าใช่จ่ายเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของเราอยู่แล้ว หากเราไม่จ่ายก็จะถูกฟ้องละเมิดให้จ่ายอยู่ดี เมื่อเยียวยาแล้วก็เป็นเหตุให้ศาลลดโทษให้ได้ เพราะเป็นเหตุบรรเทาโทษ
3. เมื่อมีการพิจารณาคดีอาญาในศาลแล้วศาลพิเคราะห์เห็นว่าเราผิดจริง แต่ก็ได้ลดโทษให้เพราะเราได้พยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว สุดท้ายศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ศาลก็สามารถรอลงอาญาไว้ ไม่ต้องติดคุกจริง ๆ
คำแนะนำดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายให้สามารถทำได้ และเมื่อทำแล้วก็จะมีผลดีตามมา ไม่ใช่เรื่องช่องว่าของกฎหมายทำให้ไม่ติดคุก
ซึ่งหากกระทำความผิดตาม มาตรา 43 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท
และหากชนเขาแล้วไม่ลงไปช่วยเขา จะมีความผิดตาม มาตรา 78
หากไม่ลงไปช่วยเหลือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึง หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ที่กล่าวทั้งหมดเป็นโทษที่อาจจะได้รับในกรณีการขับรถโดยประมาทแล้วไปชนคนอื่น แต่โทษของการขับรถจะหนักขึ้นทันทีหากเป็นการขับขี่รถด้วยความมึนเมาหรือเสพสารเสพติด
ดังนั้น หากเราไม่อยากติดคุกเราต้องทำอย่างไร
1. อันดับแรกเมื่อรู้ว่าชนแล้ว ต้องลงจากรถเพื่อช่วยเหลือ การขับรถหนีไปนอกจากจะไม่ใช่หนทางที่ทำให้เราพ้นจากความรับผิดแล้ว ยังทำให้โทษหนักขึ้นอีกด้วย แต่การลงไปช่วยเหลือ เช่น ปฐมพยาบาล พาไปส่งโรงพยาบาล แม้สุดท้ายคนถูกชนจะตายหรือสาหัส ก็สามารถขอให้ศาลลดโทษให้ได้ เพราะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ(พยายามบรรเทาผลร้าย)
2. หากเราผิดจริงคือ ประมาทจริง ต้องเยียวยาผู้เสียหาย เช่น ในกรณีที่เขาตายต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จัดงานศพ ไปร่วมงานศพ ถ้าเขาบาดเจ็บต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งค่าใช่จ่ายเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของเราอยู่แล้ว หากเราไม่จ่ายก็จะถูกฟ้องละเมิดให้จ่ายอยู่ดี เมื่อเยียวยาแล้วก็เป็นเหตุให้ศาลลดโทษให้ได้ เพราะเป็นเหตุบรรเทาโทษ
3. เมื่อมีการพิจารณาคดีอาญาในศาลแล้วศาลพิเคราะห์เห็นว่าเราผิดจริง แต่ก็ได้ลดโทษให้เพราะเราได้พยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว สุดท้ายศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ศาลก็สามารถรอลงอาญาไว้ ไม่ต้องติดคุกจริง ๆ
คำแนะนำดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายให้สามารถทำได้ และเมื่อทำแล้วก็จะมีผลดีตามมา ไม่ใช่เรื่องช่องว่าของกฎหมายทำให้ไม่ติดคุก
หากมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามเพิ่มเติมท่านสามารถปรึกษากับเราได้โดยการแอดไลน์มานะครับ
Monday, 20 November 2017
ความผิดฐานลักทรัพย์
ความผิดฐานลักทรัพย์
ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการกระทำที่มุ่งต่อสิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง คือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น และการครอบครอง ซึ่งหากทรัพย์นั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรือไม่ได้อยู่ในความครอบครองของผู้ใด แม้จะมีการเอาไปก็ไม่อาจจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์นั้นเป็นความผิดที่เป็นพื้นฐานของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ โดยเพิ่มองค์ประกอบความผิดขึ้น และมีผลทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตามความผิดนั้น ๆ
มาตรา 334 “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท”
โดยพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ คือ การที่บุคคลเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย โดยเจตนาเอาไปหรือเจตนาลักทรัพย์ และมีมูลเหตุชักจูงใจคือ โดยทุจริต ซึ่งแยกพิจารณาองค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบได้ดังนี้
1) เอาไป หมายความว่า มีการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่น โดยศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า “จำเลยเข้าไปในห้องรับแขกเพื่อลักทรัพย์ตัดสายโทรทัศน์ออกแล้วยกเอาเครื่องรับโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเคลื่อนจากที่ตั้งเดิมมาที่กลางห้อง เผอิญผู้เสียหายมาพบเข้าจำเลยจึงวางไว้ที่พื้นห้องก็ถือได้ว่าเอาทรัพย์ไปแล้ว เป็นความผิดลักทรัพย์สำเร็จไม่ใช่พยายามลักทรัพย์” ซึ่งจากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการทำให้ทรัพย์เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ไม่ว่าระยะทางจะไกลเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นการเอาไปแล้วจำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ แต่ความเห็นของนักกฎหมายบางท่านไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่าการเอาไปจะสำเร็จบริบูรณ์เมื่อการครอบครองเก่าหมดไปและมีการครอบครองใหม่เข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์
การเอาไปนั้นจะต้องเป็นเป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์และการครอบครอง หมายความว่า การเอาไปนั้นจะต้องเป็นการเอาที่มีลักษณะตัดกรรมสิทธิ์และการครอบครองของผู้อื่น หรือเข้าครอบครองทรัพย์นั้นโดยการแย่งครอบครอง โดยผู้ครอบครองเดิมไม่อนุญาต แต่หากเป็นการเอาไปเพียงชั่วคราว เอาไปใช้ หรือถือวิสาสะ ย่อมไม่ใช่เป็นการเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “จำเลยแอบเอารถของผู้เสียหายออกมาเพื่อจะขับไปกินข้าวต้มแล้วจะเอากลับมาคืน แสดงว่าไม่มีเจตนาจะเอารถนั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นการกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์”
การได้มาซึ่งการครอบครองต้องไม่อยู่ที่ผู้กระทำความผิด หากทรัพย์อยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด และมีการเอาไปก็ไม่อาจจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ แต่อาจจะมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ความผิดฐานลักทรัพย์ ทรัพย์นั้นจะต้องอยู่ในการครอบครองของผู้อื่นในขณะที่มีการเอาไป ซึ่งหมายความว่าผู้อื่นนั้นได้ครอบครองทรัพย์ตามความเป็นจริงและมีเจตจำนงในการครอบครองทรัพย์นั้นด้วย
ผู้นั้นใช้อำนาจปกครองทรัพย์อยู่ตามความเป็นจริงหมายความว่า ทรัพย์นั้นอยู่ในอำนาจของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่จะจัดการทรัพย์นั้นได้ การครอบครองไม่จำเป็นจะต้องมีการจับต้องตัวทรัพย์ไว้เสมอไป[9] เพียงแต่หวงกันตามควรแก่พฤติการณ์และสภาพของทรัพย์ซึ่งคนทั่วไปยอมรับรู้ได้ ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลเท่าไหร่ เช่น ของที่อยู่ในบริเวณบ้าน แม้เจ้าของไม่อยู่บ้าน ก็ยังถือว่าเจ้าของนั้นมีการปกครองอยู่ตามเป็นจริง สัตว์ที่เจ้าของปล่อยให้หากินในบริเวณทุ่ง โดยเจ้าของยืนดูอยู่ห่างๆ ก็ยังถือว่าเจ้าของนั้นใช้อำนาจปกครองอยู่ตามความเป็นจริง
ผู้นั้นมีเจตจำนงที่จะครอบครองทรัพย์นั้น หมายความว่า การครอบครองของเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นั้นจะต้องมีเจตจำนงในการครอบครองทรัพย์ที่ตนยึดถือนั้นด้วย หากเขาไม่เจตจำนงในการครอบครองทรัพย์ แม้เขาครอบครองอยู่ตามความเป็นจริงก็ไม่อาจจะถือว่าเขาครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ เช่น ของที่คนอื่นทิ้งแล้ว เมื่อมีการเอาไป ย่อมไม่อาจจะมีความผิดฐานลักทรัพย์ได้
2) ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายอาญาใช้คำว่า ทรัพย์ ซึ่งก็ไม่ได้มีการนิยามไว้ในประมวลกฎหมายอาญาว่า ทรัพย์ มีความหมายว่าอย่างไร ดังนั้นการตีความคำว่าทรัพย์จึงต้องอาศัยการตีความตามความหมายของประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย์ ซึ่งมีบัญญัติไว้ใน มาตรา 137 “ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง” ดังนั้นทรัพย์ที่จะลักได้ต้องเป็นทรัพย์ที่สามารถเอาไปได้ เช่นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ จะต้องเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์ที่สามารถเอาไปได้ก่อน เช่น ปกติบ้านไม่สามารถเป็นทรัพย์ที่ถูกเอาไปได้ แต่หากมีการเปลี่ยนสภาพแล้ว เช่น ถอดเอาประตู หน้าต่างออกมา ย่อมเป็นทรัพย์ที่เอาไปได้
พลังงานโดยปรกติแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เพราะไม่อาจมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า การลักกระแสไฟฟ้า ย่อมเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือ 335 แล้วแต่กรณี ซึ่งศาลฎีกาไม่ได้เหตุผลในการตัดสินไว้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นกระแสไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์
ความผิดฐานลักทรัพย์ มูลค่าราคาของทรัพย์นั้นไม่ได้จำกัดว่าต้องมีค่าหรือมีราคาเท่าใดจึงเป็นความผิด หากทรัพย์นั้นไม่ไร้ค่า แม้จะมีค่ามีราคาน้อย ผู้เอาทรัพย์ดังกล่าวไปก็มีความผิดเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีหากทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินหาย แม้จะมีเจ้าของแต่เมื่อมีการเอาไปก็ไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์เพราะทรัพย์นั้นไม่อยู่ในความครอบครองของใคร
ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หมายความว่าทรัพย์นั้นจะต้องไม่ใช่ของผู้ลักทรัพย์เองทั้งหมด แม้เขาจะเข้าใจว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่น แต่ความจริงทรัพย์นั้นเป็นของเขาเอง ก็ไม่อาจจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ เพราะไม่มีทรัพย์ของผู้อื่นอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลักทรัพย์ และหากทรัพย์ไม่มีเจ้าของหรือมีเจ้าของแต่เจ้าของสละกรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมไม่อาจเป็นทรัพย์ของผู้อื่นที่ลักกันได้ ส่วนคำว่าทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยนั้น มีความหมายว่า ทรัพย์นั้นมีเจ้าของหรือผู้ครอบครองมากกว่าคนเดียว และหนึ่งในนั้นคือผู้กระทำผิด แต่ปัญหาที่จะเกิดทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยว่า หากขณะที่มีการเอาทรัพย์นั้นไปนั้น ใครเป็นผู้ครอบครอง
ความผิดฐานลักทรัพย์นั้นเป็นความผิดที่ต้องกระทำโดยเจตนา ซึ่งเป็นเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 59 วรรค 3 แล้ว ผู้กระทำจะต้องมีมูลเหตุชักจูงใจโดยทุจริตในการเอาทรัพย์นั้นไปอีกด้วย ซึ่งหากขาดเจตนาประเภทใด การเอาทรัพย์นั้นไปก็ไม่อาจจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ โดยแยกพิจารณาเจตนาแต่ละประเภทออกเป็นดังนี้
เจตนาธรรมดา เจตนาในความผิดฐานลักทรัพย์ในส่วนของเจตนาธรรมดาก็แยกพิจารณาออกเป็น เจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาย่อมเล็งเห็นผล และผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ที่ตนเอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หากผู้กระทำไม่รู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่นแต่เข้าใจว่าเป็นของตัวเอง กรณีเช่นนี้ก็จะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปไม่ได้ เจตนาเอาไปนั้นผู้กระทำต้องมีอยู่ในขณะกระทำความผิดหากมีเจตนาเอาไปภายหลังจากได้เข้าครอบครองทรัพย์นั้นแล้วไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เช่น ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคาร โดยถอดเสื้อนอกแขวนไว้ กลับมาถึงบ้าน พบว่ามีซองบุหรี่ของผู้อื่นอยู่ในเสื้อของตนเอง โดยที่ไม่ทราบมาก่อน แต่เกิดเจตนาทุจริตขึ้นในภายหลังก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
มูลเหตุชักจูงใจโดยทุจริต ความผิดฐานลักทรัพย์แม้ว่าผู้กระทำนั้นเอาทรัพย์นั้นไปโดยรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่น โดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลต่อทรัพย์นั้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ผู้กระทำจะมีความผิดฐานลักทรัพย์ได้จะต้องปรากฏว่าการเอาทรัพย์นั้นไป เป็นการกระทำโดยทุจริตด้วย ซึ่งความหมายของคำว่าโดยทุจริตนั้นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) "โดยทุจริต" หมายความว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
จากบทนิยามคำว่า โดยทุจริต พอจะแยกองค์ประกอบออกมาได้ 2 ประการ ดังนี้
1) เพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย คำว่า โดยทุจริต เป็นการแสวงหาประโยชน์ การแสวงหา คือการกระทำใด ๆ เพื่อให้ได้มาสำหรับตนหรือผู้อื่น และเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มีลักษณะในทางบวก หากเป็นในทางลบเช่น การทำลายทรัพย์หรือการทำให้ทรัพย์หลุดมือจากผู้อื่นจึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์ คำว่าประโยชน์ในที่นี้อาจจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ใช่ประโยชน์ในทางทรัพย์สินก็ได้ เพราะมาตรา 1(1) ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าประโยชน์ที่ไม่ควรได้นั้นหมายถึงเฉพาะประโยชน์ในทางทรัพย์สิน บทบัญญัติมาตราใดไม่ได้บัญญัติเฉพาะประโยชน์ในทางทรัพย์สิน ย่อมหมายความถึงประโยชน์โดยทั่วไป ทั้งที่เป็นทรัพย์สินและไม่เป็นทรัพย์สินหากการแสวงหาประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ใช่ประโยชน์ในทางทรัพย์สินก็ตาม ผู้นั้นแสวงหามาโดยชอบย่อมไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
2) สำหรับตนเองหรือผู้อื่น การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ไม่ว่าผู้กระทำจะกระเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นก็ย่อมเป็นการกระทำโดยทุจริตทั้งสิ้น และการทุจริตนั้นต้องมีขณะเอาทรัพย์นั้นไป ถ้าเจตนาโดยทุจริตเกิดขึ้นภายหลังก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้
|
|
|
|
|
Wednesday, 15 November 2017
กฎหมายสำหรับสอบตำรวจ
หนังสือคำอธิบายกฎหมายสำหรับสอบตำรวจจัดทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจจะสอบตำรวจ ทั้งชั้นประทวน และสอบนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในการสอบ โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายลักษณะพยาน และกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ผู้เขียนได้รวบรวมคำอธิบายเกี่ยวกับกฎหมายเหล่านี้ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนที่สนใจจะสอบตำรวจได้อ่านคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจกฎหมายนั้น ๆ เพื่อจะได้ทำข้อสอบในแต่ละวิชาได้ดียิ่งขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงมีลักษณะเป็นคำอธิบายกฎหมาย ไม่ใช่หนังสือเรียบเรียงกฎหมายที่มีแต่ตัวบทกฎหมาย พระราชบัญญัติ เนื้อหาครอบคลุม 3 วิชาหลักสำหรับการสอบตำรวจ คือ ภาค 1 กฎหมายอาญาภาคทั่วไป กฎหมายอาญาภาคความผิด กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายพยานหลักฐาน
ทั้งนี้ หวังว่าผู้อ่านหนังสือจะได้รับประโยชน์และสามารถสอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชตำรวจสมความตั้งใจ และหากมีข้อสงสัยหรืออยากได้คำอธิบายเพิ่มเติม ผู้เขียนยินดีให้คำปรึกษาตามอีเมล์ chalermwut.up@gmail.com
เฉลิมวุฒิ สาระกิจ
น.บ.เกียรตินิยมอันดับ 1, น.บ.ท., น.ม.(กฎหมายอาญา)
สารบัญ
หัวข้อที่
|
หน้า
| |
กฎหมายอาญา
| ||
1
|
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายอาญา
|
1
|
2
|
ความรับผิดโดยเจตนา
|
21
|
3
|
ความรับผิดโดยประมาท
|
43
|
4
|
บุคคลที่กฎหมายไม่เอาผิด
|
51
|
5
|
บุคคลที่กฎหมายไม่เอาโทษ
|
70
|
6
|
บุคคลที่กฎหมายลดโทษให้
|
91
|
7
|
การพยายามกระทำความผิด
|
126
|
8
|
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
|
147
|
9
|
อายุความคดีอาญา
|
163
|
ความผิดต่อชีวิต
|
169
| |
11
|
ความผิดต่อร่างกาย
|
201
|
12
|
ความผิดต่อเสรีภาพ
|
218
|
13
|
ความผิดฐานลักทรัพย์
|
229
|
14
|
ความผิดฐานชิงทรัพย์
|
236
|
15
|
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์
|
239
|
16
|
ความผิดฐานฉ้อโกง
|
245
|
17
|
ความผิดฐานรับของโจร
|
248
|
18
|
ความผิดฐานหมิ่นประมาท
|
252
|
19
|
ความผิดฐานบุกรุก
|
258
|
20
|
ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
|
269
|
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
| ||
1
|
หลักการดำเนินคดีอาญา
|
284
|
2
|
การจัดรูปแบบกระบวนยุติธรรมทางอาญา
|
290
|
3
|
ความแตกต่างระหว่างการดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่ง
|
296
|
4
|
ประเภทคดีอาญา
|
300
|
5
|
ขั้นตอนการดำเนินคดี
|
303
|
6
|
ความหมายและประเภทของผู้เสียหาย
|
314
|
7
|
การคุ้มครองผู้เสียหาย
|
322
|
8
|
การสอบสวน
|
329
|
9
|
อำนาจฟ้องคดีอาญา
|
346
|
10
|
คดีอาญาระงับ
|
362
|
11
|
การจับ การค้น การขัง ปล่อยชั่วคราว
|
379
|
12
|
การฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ
|
391
|
กฎหมายลักษณะพยาน
| ||
1
|
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายพยานหลักฐาน
|
405
|
2
|
พยานหลักฐานที่ต้องห้ามไม่ให้รับฟัง
|
416
|
สนใจซื้อได้ที่ลิ้งด้านล่าง เป็นไฟล์อีบุ๊คสามารถอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา แค่มีโทรศัพท์
|
คำค้นหา สอบตำรวจ ข้อสอบตำรวจ สอบนายสิบ สอบนายร้อยตำรวจ สอบพนักงานสอบสวน สอบสัญญาบัตร กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายพยานหลักฐาน
Subscribe to:
Posts (Atom)










