Showing posts with label กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา. Show all posts
Showing posts with label กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา. Show all posts

Saturday, 27 July 2019

แนวข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

แนวข้อสอบในหนังสือ ถาม-ตอบ วิอาญา หากสนใจสามารถสั่งซื้อได้ทั้งในแบบอีบุ๊คและแบบพิมพ์กระดาษครับ


sds

แนวข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


1. นายแดงเคยสมรสและยังไม่ได้หย่าขาดจากภริยา ได้หลอกลวงนางสาวขาวว่าตนเองไม่เคยสมรส และได้พานางสาวขาวไปจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยนายทะเบียนก็หลงเชื่อว่านายแดงไม่เคยสมรส จึงจดทะเบียนสมรสให้ แต่ต่อมานางขาวรู้ว่านายแดงมีภริยาอยู่แล้ว ดังนี้ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จของนายแดงนั้นมีผู้ใดเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายแดง (แนวคำตอบ หน้า 19)

2. นายแดงเคยสมรสและได้หย่าขาดจากภริยา แต่ได้หลอกลวงนางสาวขาวว่าตนเองไม่เคยสมรสมาก่อน และได้พานางสาวขาวไปจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยนายทะเบียนก็หลงเชื่อว่านายแดงไม่เคยสมรส จึงจดทะเบียนสมรสให้ แต่ต่อมานางขาวรู้ว่านายแดงเคยมีภริยามาแล้ว ดังนี้ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จของนายแดงนั้นมีผู้ใดเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายแดง (แนวคำตอบ หน้า 19)

3. ตำรวจสายสืบต้องการแกล้งนายแดงให้ถูกดำเนินคดีอาญา จึงไปเสนอกับแดงว่าหากนายแดงหายาบ้ามาขายให้ตนได้ จะซื้อต่อจากนายแดงในราคาที่สูงเพื่อจูงใจให้นายแดงไปหายาบ้ามาขายให้ตนทั้ง ๆ ที่นายแดงไม่เคยขายยาบ้ามาก่อน เมื่อนายแดงไปหายาบ้ามาขายให้จริง สายสืบและตำรวจก็แสดงตัวเข้าจับกุมนายหนึ่งในความผิดฐานมียาเสพติดไว้เพื่อจำหน่าย ดังนี้ ตำรวจสายสืบถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 20)

4. นายดำทราบว่านายแดงอยากให้ลูกชายสอบติดตำรวจ จึงเสนอต่อนายแดงว่าตนเองเป็นกรรมการสอบคัดเลือกตำรวจสามารถช่วยเหลือลูกของนายแดงเป็นตำรวจได้ แต้ต้องเสียค่าดำเนินการให้นายดำเป็นเงิน 100,000 บาท นายแดงอยากให้ลูกได้เป็นตำรวจจึงยินยอมจ่ายเงินให้นายดำ ต่อมาลูกของนายแดงสอบตำรวจไม่ติดเพราะนายดำไม่ได้เป็นกรรมการสอบคัดเลือก นายแดงรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ดังนี้ นายแดงถือเป็นผู้เสียหายหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 21)

5. นายแดงได้เช่าซื้อรถยนต์มาจากบริษัทรถดี จำกัด โดยในสัญญาเช่าซื้อมาข้อสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิที่จะนำรถไปโอนหรือจำนำกับบุคคลอื่นได้ หลังจากที่นายแดงได้ชำระค่าเช่าซื้อมาได้ 1 ปี นายแดงอยากเปลี่ยนรถใหม่ นายดำกับพวกทราบจึงได้เข้ามาเสนอขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต่อโดยให้จะให้ค่าดาวน์รถและค่างวดที่นายแดงได้ส่งไปแล้ว และเปลี่ยนสัญญาผู้เช่าซื้อกับบริษัท รถดี จำกัด มาเป็นชื่อของนายดำ นายแดงหลงเชื่อจึงได้ขายดาวน์และมอบรถให้นายดำ เมื่อนายดำได้รับมอบรถยนต์จากนายแดงแล้วไม่ยอมดำเนินการเปลี่ยนสัญญาตามข้อตกลงและได้เอารถยนต์คันดังกล่าวหายไป ดังนี้ผู้ใดเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ตาม มาตรา 2 (4) (แนวคำตอบ หน้า 22)

6. นายหนึ่งเป็นตัวแทนและผู้จัดการร้านขายรองเท้าชื่อดังยี่ห้อหนึ่ง นายหนึ่งได้แจ้งลูกค้าของร้านว่า ร้องเท้ารุ่นใหม่ของทางร้านปรับราคาขึ้นจากเดิมที่ขายอยู่คู่ละ 1,900 บาท เป็น 2,400 บาท ซึ่งความจริงทางบริษัทไม่ได้มีการขึ้นราคาแต่อย่างใด นายหนึ่งจึงเอาเงินส่วนต่างราคาที่แอบขึ้นราคาไปใช้ส่วนตัว ต่อมาทางบริษัทเจ้าของร้านจับได้ ในการกระทำความผิดของนายหนึ่งผู้ใดถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจดำเนินคดีกับนายหนึ่งบ้าง (แนวคำตอบ หน้า 22)

7. นายแดงถูกนายดำทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส นายขาวซึ่งเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายแดง ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับนายดำ พนักงานสอบสวนเห็นว่านายขาวไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย เพราะไม่ใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่พนักงานสอบสวนไม่รับร้องทุกข์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 24)

8. นายแดงได้ลักทรัพย์ในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ และได้หลบไปแต่ไปถูกจับได้ที่อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวน สภ.ดอยสะเก็ตได้ทำการสอบสวนและสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 38)

9. พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ ตาม ป.อาญามาตรา 295 ซึ่งได้มีการสอบสวนโดยชอบมาตลอด ในชั้นพิจารณาคดีของศาลปรากฎว่าดวงตาของผู้เสียหายได้บาดจนไม่สามารถรักษาให้หายได้ เป็นอันตรายสาหัสตาม มาตรา 297 พนักงานอัยการจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง เพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ดังนี้อัยการจะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในความผิดดังกล่าวได้หรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 38)

10. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนมา ครั้นสืบพยานโจทก์ไปได้ 2 ปาก พนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 โดยพนักงานสอบสวนยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์มาก่อน ดังนี้พนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องในคดีดังกล่าวหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 39)

sds

11. ร้อยตำรวจตรีสมหมายซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนของ สภ.เมืองพะเยา ได้ใช้ให้จ่าสิบตำรวจเอกสมศักดิ์ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาแทน เนื่องจากร้อยตำรวจตรีสมหมายหิวข้าว เมื่อทานข้าวเสร็จแล้วร้อยตำรวจตรีสมหมายก็กลับมาสอบปากคำผู้ต้องหาต่อจนเสร็จ ดังนี้การสอบสวนที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 40)

12. นายแดงยิงนายดำที่เขตอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา นายดำถูกนำมาส่งโรงพยาบาลพะเยาเพื่อรักษา และต่อมานายดำได้ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นท้องที่สอบสวนของ สภ.เมืองพะเยา ดังนี้ หากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา ได้ทำการสอบสวนความผิดที่เกิดขึ้น การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 43)

13. นายหนึ่งทราบดีว่านายสองจะเดินทางจากหมอชิดไปจังหวัดเชียงราย นายหนึ่งต้องการฆ่านายสองจึงแอบเอายาพิษในในน้ำดื่มของนายสอง นายสองดื่มน้ำขณะอยู่ที่สถานีหมอชิด ปรากฏว่าเมื่อถึงจังหวัดพิษณุโลก นายสองถึงแก่ความตายจากการถูกวางยาพิษ ดังนี้พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้น (แนวคำตอบ หน้า 43)

14. นายหนึ่งทราบดีว่านายสองจะเดินทางจากหมอชิดไปจังหวัดเชียงราย นายหนึ่งต้องการฆ่านายสองจึงแอบเอายาพิษในในน้ำดื่มของนายสอง นายสองดื่มน้ำขณะอยู่ที่สถานีหมอชิด ปรากฏว่าเมื่อถึงจังหวัดพิษณุโลก นายสองถึงแก่ความตายจากการถูกวางยาพิษ หากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลกได้ทำการสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้น นายสามซึ่งเป็นบิดาของนายสองรู้ว่าพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลกไม่มีอำนาจสอบสวนแต่ก็ไม่ได้คัดค้านการสอบสวนดังกล่าว จนพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาล พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 44)

15. นายแดงยิงนายดำที่เขตอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา นายดำได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำมาส่งโรงพยาบาลพะเยา และตายที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นท้องที่สอบสวนของ สภ.เมืองพะเยา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยาได้สอบสวนโดยการสอบปากคำผู้ต้องหาและพยานที่เกี่ยวข้อง และได้ส่งสำนวนให้กับพนักงานสอบ สภ.แม่ใจ ทำการสอบสวนต่อเพราะพนักงานสอบสวน สภ.แม่ใจ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ การสอบสวนที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 44)

16. นายแดงได้ลักทรัพย์ของนายดำบนรถไฟความเร็วต่ำ ซึ่งแล่นจากจังหวัดลำปางไปจังหวัดพิษณุโลก เมื่อถึง อ.เมือง จังหวัดพิษณุโลก นายดำรู้ว่าทรัพย์ของตนเองหายไป ดังนี้ หากนายดำต้องการร้องทุกข์ต้องร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนท้องที่ใด (แนวคำตอบ หน้า 47)

17. นายแดงได้ลักทรัพย์นายจอนห์คนอังกฤษที่ประเทศอังกฤษ และได้หลบหนีมาที่ประเทศไทย รัฐบาลอังกฤษได้ร้องขอให้ลงโทษนายแดงตามกฎหมาย ดังนี้ พนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวน (แนวคำตอบ หน้า 50)

18. นายหนึ่งเป็นผู้จัดการร้านของบริษัท พะเยา การค้าจำกัด ได้หลอกขายสินค้าแพงกว่าราคาที่บริษัทกำหนด และเอาเงินส่วนต่างจากราคาที่แท้จริงไป เมื่อบริษัท พะเยาการค้า จำกัดทราบเรื่องจึงให้ นายสองกรรมการผู้จัดการของบริษัท เข้าร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยาได้ทำการสอบสวนจนเสร็จและส่งสำนวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องนายหนึ่งต่อศาลให้อัยการจังหวัดพะเยา นายสามพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจึงฟ้องคดีนายหนึ่งต่อศาลในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ดังนี้การฟ้องคดีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 53)

19. นายหนึ่งถูกนายสองฉ้อโกงเงินไปหนึ่งหมื่นบาท นายหนึ่งได้ไปทวงถามหลายครั้งให้นายสองคืนเงิน นายสองก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงิน นายหนึ่งจึงเข้าไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยกล่าวกับพนักงานสอบสวนว่า มาแจ้งความเพื่อให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันว่าตนไม่ได้ประสงค์จะไม่ดำเนินคดี แต่หากนายสองไม่จ่ายเงินคืน จะดำเนินคดีอาญากับนายสองในอนาคต ต่อมาปรากฎว่านายสองไม่จ่ายเงินคืน นายหนึ่งจึงได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีนายหนึ่ง พนักงานสอบสวนจึงได้เรียกตัวนายหนึ่งไปสอบสวน พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีดังกล่าวหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 55)

20. นายหนึ่งและนายสองถูกนายสามทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นายหนึ่งได้ยื่นฟ้องนายสามต่อศาลในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และคดีได้อยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ดังนี้นายสองจะยื่นฟ้องนายสามเป็นจำเลยในความผิดดังกล่าวได้อีกหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 59)

21. นายหนึ่งและนายสองถูกนายสามทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นายหนึ่งได้ยื่นฟ้องนายสามต่อศาลในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนี้นายสองจะยื่นฟ้องนายสามเป็นจำเลยในความผิดดังกล่าวอีกได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 59)

22. นายแดงถูกลักทรัพย์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายดำในความผิดฐานลักทรัพย์ต่อศาล โดยนายแดงได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เมื่อศาลอนุญาต ระหว่างคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา นายแดงตายลง นายขาวบุตรของนายแดงจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 61)

23. นายแดงถูกลักทรัพย์ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวน นายแดงหัวใจวายถึงแก่ความตาย ดังนี้นายขาวลูกของนายแดงจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 61)

24. นายแดงซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้ยื่นฟ้องนายดำต่อศาล คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล นายแดงประสบอุบัติเหตุทำให้ถึงแก่ความตาย นายขาวบุตรของนายแดงจะดำเนินคดีต่อไปแทนนายแดงได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 62)

25. นายหนึ่งบิดาของนายสองซึ่งถูกนายสามทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บไม่สามารถจะจัดการเองได้ นายหนึ่งได้ยื่นฟ้องนายดำในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาปรากฎว่านายหนึ่งป่วยเสียชีวิตกระทันหัน นายสี่ซึ่งเป็นบุตรของนายหนึ่งอีกคนและเป็นพี่ชายของนายสองจะดำเนินคดีต่อไปแทนนายหนึ่งได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 62)

26. พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยใน 2 ข้อหา คือ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และความผิดฐานขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ต่อมาผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในความผิดที่ฟ้องจำเลยทั้งสอง ดังนี้ ผู้เสียหายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 63)

27. นายจันทร์เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่านายอังคารได้ลักทรัพย์ไป พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและส่งสำนวนสอบสวนให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา ต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่านายอังคารไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตัวจริงจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อต่อศาล ศาลมีคำสั่งอนุญาต นายจันทร์ผู้เสียหายจะฟ้องนายอังคารต่อศาลได้อีกหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 69)

28. นายจันทร์เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่านายอังคารได้ยักยอกทรัพย์ไป พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและส่งสำนวนสอบสวนให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่านายอังคารไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตัวจริง จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อต่อศาล ต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง นายจันทร์จะยื่นฟ้องนายอังคารในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้อีกหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 69)

29. นายจันทร์ผู้เสียหายเป็นโจทก์ได้ยื่นฟ้องนายอังคารเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ในระหว่างการพิจารณาคดีนายจันทร์สงสารนายอังคารที่ตกเป็นจำเลยได้รับความลำบากจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาต พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องนายอังคารได้อีกหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 69)

30. นายจันทร์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาความผิดฐานยักยอกทรัพย์กับนายอังคาร แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จนายจันทร์รีบร้อนจึงเป็นโจทก์ได้ยื่นฟ้องนายอังคารเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ในระหว่างการพิจารณาคดีนายจันทร์สงสารนายอังคารที่ตกเป็นจำเลยได้รับความลำบากจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาต การถอนฟ้องของผู้เสียหายนั้นจะตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีใหม่ หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 69)

sds

31. พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดฐานหมิ่นประมาท คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ต่อมาผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวมีผลทำให้คดีอาญาระงับลงหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 74)

32. นายหนึ่งได้ถูกนายสองลักรถยนต์ นายหนึ่งจึงได้แจ้งเรื่องรถหายต่อบริษัทประกันภัยที่ทำประกันโจรกรรมรถไว้ โดยบริษัทประกันได้ชำระเงินให้กับนายหนึ่งตามสัญญาประกันภัยที่ทำไว้กับบริษัทตามมูลค่าราคารถที่เอาประกัน ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสองต่อศาลในความผิดฐานลักทรัพย์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา บริษัทประกันภัยผู้รับช่วงสิทธิจึงยื่นคำร้องขอต่อศาลให้นายสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่นายสองลักรถยนต์ของนายหนึ่งไป ดังนี้ บริษัทประกันภัยมีอำนาจร้องขอให้ศาลสั่งให้นายสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 91)

33. เจ้าพนักงานตำรวจได้สืบทราบมาว่านายแดงผู้ต้องหากระทำในคดีลักทรัพย์ได้หลบหนีไปอยู่ในบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ไปร้องขอให้ศาลออกหมายจับนายแดง ศาลเห็นว่ามีพยานพอสมควรว่านายแดงได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และเป็นคดีที่มีโทษจำคุกสามปี จึงออกหมายจับให้ การออกหมายจับของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 95)

34. นายหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนายสองทราบวานายสองได้ทะเลาะกับภริยาและได้กักขังภริยาไว้ในห้องไม่ยอมให้ออกมาเป็นเวลาหลายเดือน นายหนึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวไปแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจทราบและเห็นว่าการกักขังดังกล่าวเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโดยมิชอบ จึงขอให้ศาลออกหมายค้นบ้านของนายสอง เพื่อหรือช่วยเหลือภริยาของนายสองที่ถูกกักขังไว้ได้ ดังนี้ ศาลจะออกหมายค้นให้ในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ หน้า 97)

35. สิบตำรวจเอกสมชายและสิบตำรวจโทสมหมายได้ออกตรวจพื้นที่ในเวลากลางคืน เห็นนายหนึ่งกำลังจะปีนข้ามรั้วบ้านของประชาชน จึงขอเข้าตรวจค้นร่างกายพบในตัวของนายหนึ่งมีอุปกรณ์ในการงัดบ้านอยู่จึงจับกุมตัวนายหนึ่งไปยังสถานีตำรวจ ดังนี้ การจับที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 99)

36. นายแดงแอบปีนเข้ามาในบ้านของนายดำเพื่อขโมยไก่ชน พอดีนายดำเห็นจึงได้ร้องเอะอะขึ้นจนเพื่อนบ้านซึ่งเป็นญาติของนายดำพากันวิ่งมาดู นายแดงได้ยินเสียงคนร้องกลัวว่าจะถูกจับได้จึงปีนรั้วหนี แต่นายดำและญาติช่วยกันจับนายแดงไว้ โดยที่คนที่จับนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และไม่มีหมายจับ ดังนี้ การจับที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 102)

37. ตำรวจจับกุมนายหนึ่งได้ในข้อหาพยายามฆ่านายแดง นายหนึ่งให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าปืนของกลางที่นำมาใช้ยิงนายแดงนั้นได้ไปเก็บไว้ที่ห้องพักในหน่วยบริการประชาชนของตำรวจ ตำรวจจึงได้เข้าไปตรวจค้นในห้องพักดังกล่าวพบปืนของกลางเก็บอยู่ในตู้จึงเก็บมาเป็นหลักฐานดำเนินคดีกับนายหนึ่ง นายหนึ่งต่อสู้ว่าการค้นในสถานที่ซึ่งเป็นที่พักนั้นไม่ชอบเพราะเป็นที่รโหฐานต้องมีหมายค้น ดังนี้ให้วินิจฉัยว่าการค้นเกิดขึ้นโดยชอบหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 110)

38. พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายแดงเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ในระหว่างการสอบสวนนายแดงได้ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราว โดยศาลให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลปรากฎว่าไม่ได้นำตัวนายแดงมาศาลเพื่อฟ้องคดีด้วย ศาลจึงไม่รับฟ้องของพนักงานอัยการโดยอ้างว่าต้องนำตัวจำเลยมาศาลด้วย ดังนี้ คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 133)

39. พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาโดยกล่าวในฟ้องว่าจำเลยถูกจำคุกอยู่ในคดีอื่นของศาลนั้น แต่ได้หลบหนีไปจากเรือนจำเสียแล้วก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่มีตัวจำเลยอยู่ในขณะที่ยื่นฟ้อง ศาลจึงไม่รับฟ้อง คำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 134)

40. พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายดำเป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลได้มีคำสั่งประทับฟ้องโดยที่ไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งศาลที่ประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ได้มีการไต่สวนมูลฟ้องก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 141)

41. นายหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องนายสองเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวันไต่สวนมูลฟ้อง แต่ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโดยที่ไม่ได้สั่งประทับรับฟ้องไว้ก่อน คำพิพากษาของศาลที่ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 142)

42. นายหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องนายสองเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวันไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ไม่ได้นำพยานมาสืบให้ศาลเห็นได้ว่าคดีมีมูล ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโดยที่ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เพราะเห็นว่าเป็นกรณีที่ศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของคดีแล้วชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์เท่านั้น คำสั่งยกคำร้องของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 144)

43. ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเอง ศาลส่งสำเนาคำฟ้องของโจทก์ให้จำเลยพร้อมทั้งวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ปรากฎว่าจำเลยทราบวันนัดแต่ไม่มาศาล ศาลจึงทำการไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลย เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงนั้นมีมูลจึงมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา ดังนี้คำสั่งประทับฟ้องของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 146)

44. นายจันทร์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่านายอังคารได้ลักทรัพย์ของตนเองไป เมื่อร้องทุกข์เสร็จนายจันทร์เห็นว่าการสอบสวนของตำรวจช้ามาก จึงยื่นฟ้องนายอังคารต่อศาลเอง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนายจันทร์และทนายความโจทก์มาศาล และศาลเห็นโจทก์ขาดนัดไต่สวนมูลฟ้อง จึงมีคำสั่งยกฟ้อง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายอังคารในความผิดฐานลักทรัพย์ ดังนี้ พนักงานอัยการจะฟ้องนายอังคารได้อีกหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 149)

45. ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้มาในวันไต่สวนมูลฟ้อง ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา และต่อมาในชั้นพิจารณาคดี ทนายความฝ่ายโจทก์ได้เบิกคำให้การของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต่อศาล ศาลจะรับฟังคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 152)

46. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลจึงสั่งงดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา คำสั่งงดสืบพยานของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 156)

47. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลจึงสั่งงดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา คำสั่งงดสืบพยานของศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 156)

48. โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่ในทางพิจารณาปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ลักทรัพย์ ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามที่พิจารณาได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 164)

49. ในกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 แต่ในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้น ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามที่พิจารณาได้หรือไม่อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 165)

50. โจทก์ฟ้องและบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 แต่ในทางพิจารณาของศาลได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามที่พิจารณาได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 165)

51. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 แต่ในทางพิจารณาคดีศาลเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 167)

52. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและได้มีคำพิพากษาว่ายกฟ้อง เพราะเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ดังนี้ หากโจทก์ต้องการจะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จะยื่นอุทธรณ์ได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 170)

53. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและได้มีคำพิพากษาว่ายกฟ้อง เพราะเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 170)

54. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ดังนี้ หากโจทก์และจำเลยต้องการจะอุทธรณ์ โจทก์และจำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 171)

55. พนักงานอัยการโจทก์และนายจันทร์จำเลยต่างยื่นอุทธรณ์ โดยโจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยโดยไม่ลดโทษให้ ส่วนจำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาโดยศาลเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยนั้นไม่ชอบ ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ลดโทษให้ จึงแก้เป็น จำคุกนายจันทร์จำเลย 5 ปี ดังนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (แนวคำตอบ หน้า 176)

56. พนักงานอัยการโจทก์พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์อีก มีแต่นายจันทร์จำเลยแต่ฝ่ายเดียวที่ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยนั้นไม่ชอบ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นไม่ลดโทษให้ เป็นจำคุกจำเลย 5 ปี กรณีเช่นนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย (แนวคำตอบ หน้า 177)

57. ในคดีซึ่งจำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ลงโทษหรือ ลดโทษให้จำเลยจะมีผลต่อจำเลยคนอื่นหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 179)

58. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายหนึ่งว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่านายหนึ่งกระทำความผิดตามฟ้องพิพากษาลงโทษนายหนึ่งในความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ธรรรมดา ตามาตรา 334 เท่านั้น ลงโทษจำคุก 3 ปี โจทก์และจำเลยต่างยื่นอุทธรณ์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าขอให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามาตรา 335 ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษายื่นตามศาลชั้นต้น คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 183)

59. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายหนึ่งว่ากระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่านายหนึ่งกระทำความผิดตามฟ้องพิพากษาลงโทษนายหนึ่งในความผิดฐานชิงทรัพย์ ลงโทษจำคุก 6 ปี โจทก์และจำเลยต่างยื่นอุทธรณ์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานหนัก ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษายื่นตามศาลชั้นต้น คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ หน้า 184)

sds

Monday, 8 April 2019

พยานบอกเล่าในคดีอาญา

 

sds

1. พยานบอกเล่าคืออะไร

พยานบอกเล่า (Hearsay) คือ พยานที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์หรือไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง แต่เป็นพยานที่รับฟังมาจากผู้อื่น แล้วเอาความที่ได้รับฟังมาเล่าหรือมาเบิกความต่อศาลอีกที พยานบอกเล่านี้ไม่อาจถูกซักค้านได้เพราะไม่ได้เห็นหรือรับรู้เหตุการณ์มาด้วยตนเอง เป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ (unreliable) (ข้อสังเกต พยานบอกเล่านั้นโดยหลักแล้วศาลจะไม่รับฟัง เพราะถือว่าเป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือในคดีแพ่งและในคดีอาญาก็จะมีบทบัญญัติที่ห้ามศาลรับฟังพยานบอกเล่าไว้)
โดยหลักแล้วพยานบอกเล่านั้นห้ามมิให้ศาลรับฟังโดยผลของ ป.วิ.อาญา มาตรา 226/3
"ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาล หรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า"
จากมาตรา 226/3 วรรคแรก พยานบอกเล่าในคดีอาญามี 2 ประเภท คือ

1) พยานบุคคลที่มาเบิกความต่อศาลโดยข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่า เช่น นายแดงเบิกความเป็นพยานฝ่ายโจทก์โดยเล่าว่า นายแดงผู้เสียหายมาเล่าให้ฟังว่าถูกนายดำทำร้ายร่างกาย ซึ่งนายแดงไม่ได้เหตุการณ์นั้นมาด้วยตนเอง ดังนั้นคำเบิกความดังกล่าวจึงเป็นพยานบอกเล่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2560 ข้อห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 เป็นกรณีที่มีการอ้างพยานบอกเล่าต่อศาลโดยนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่านั้น คดีนี้โจทก์ร่วมมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รู้เห็นด้วยตนเองโดยตรง ถือเป็นประจักษ์พยาน แต่เบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยมิใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงเป็นกรณีนำสืบคำให้การในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์ร่วมเล่าเหตุการณ์ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้อย่างไร มิใช่การพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความที่บอกเล่า อันจะต้องห้ามมิให้รับฟัง เช่นนี้ศาลจึงสามารถรับฟังบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนนั้นได้ในฐานะคำกล่าวนอกศาลที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมเพื่อหักล้างคำเบิกความในชั้นศาล

2) บันทึกซึ่งเป็นเอกสารหรือวัตถุที่อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล เช่น บันทึกสอบปากคำพยานในชั้นสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน บักทึกการจับกุมที่ผู้ถูกจับให้ไว้ในชั้นจับกุม เป็นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2561 แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. เบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. ซึ่งคำให้การดังกล่าวระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียด อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ร. และ พ. พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) 


sds


2. พยานบอกเล่ารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่...[1]"
กฎหมายนั้นห้ามรับฟังพยานบอกเล่า ซึ่ง ม.226/3 นี้เป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551) แต่ตามกฎหมายก่อนมีการแก้ไขนั้นก็ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลว่าความไม่น่าเชื่อถือของพยานประเภทนี้ (unreliable) เพราะเป็นพยานที่ไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัสรับรู้มา เช่น ไม่ได้เห็นเหตุการณ์มากับตาตัวเอง ไม่ได้ได้ยินเสียงของเหตุการณ์นั้นด้วยหูตัวเอง แต่รู้เหตุการณ์มาเพราะฟังจากคำบอกเล่าของประจักษ์พยานหรือคนอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง ทำให้โอกาสที่ข้อเท็จจริงจะคลาดเคลื่อนมีสูง



sds



3. ข้อยกเว้นในการรับฟังพยานบอกเล่า
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่
 (1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
(2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15833/2557 บันทึกถ้อยคำของ อ. ในชั้นสืบสวนสอบสวน แม้เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่กรณีมีเหตุจำเป็น เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถนำ อ. มาเบิกความได้และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ศาลจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3284/2557 แม้ ก. ส. และร้อยตำรวจเอก ว. พยานโจทก์ทั้งสามเป็นพยานบอกเล่า และผู้ตายผู้บอกเล่าไม่ได้ มาเบิกความต่อศาลเพราะถูกยิงถึงแก่ความตายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายบอกแก่พยานโจทก์ทั้งสามทันทีที่พยานโจทก์ทั้งสามพบผู้ตายที่โรงพยาบาลพัทลุงภายหลังเกิดเหตุประมาณ 3 ชั่วโมง ว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนารี และเมื่อร้อยตำรวจเอก ว. ให้ผู้ตายดูภาพถ่ายผู้ต้องสงสัยจากแฟ้มอาชญากรรมรวมทั้งภาพถ่ายจำเลย ผู้ตายก็ชี้ภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นคนร้ายทันที แสดงว่าผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะดีและจำคนร้ายได้แน่นอนว่าเป็นจำเลยจริง และคำบอกเล่าของผู้ตายเช่นนี้รับฟังได้ในฐานะที่เป็นคำระบุบอกกล่าวในเวลาใกล้ชิดกับเหตุอย่างมาก อันไม่มีโอกาสที่ผู้ตายจะคิดใส่ความหรือปรักปรำจำเลยได้ทัน จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ เมื่อพิจารณาประกอบบาดแผลของผู้ตายที่มีรอยครูดถลอกที่บริเวณข้อศอกขวาและเข่าขวากับกองเลือดของผู้ตาย รองเท้าแตะ อาวุธมีดที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และสำเนาใบสำคัญการสมรสของผู้ตายที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่ซึ่งร้อยตำรวจโท ส. ตรวจยึดไว้จากที่เกิดเหตุ ทำให้น่าเชื่อตามคำเบิกความของ ส. และร้อยตำรวจเอก ว. พยานโจทก์ที่ว่าวันเกิดเหตุผู้ตายไปพบนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนารี โดยนำสำเนาทะเบียนสมรสดังกล่าวไปเป็นหลักฐาน หลังจากนั้นผู้ตายออกมารอรถโดยสารประจำทางที่ศาลาที่เกิดเหตุและมีคนร้ายลงจากรถยนต์มายิงผู้ตายในระยะใกล้แล้วเกิดการต่อสู้กันด้วย ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3225/2557 แม้ผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่ได้มาเบิกความ อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ บัญญัติให้ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพัง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นดังนี้ เมื่อคำให้การของผู้เสียหายและ อ. ที่ว่าจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหาย แต่ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร ไม่ปรากฏบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหายระบุไว้ และบันทึกคำให้การของ อ. ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า อ. เองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตลอดเพราะหลังจาก อ. เข้าไปห้ามระงับเหตุและถูกถีบออกมาแล้ว อ. ก็วิ่งหนีไปบ้านญาติ ประกอบกับได้ความจากพยานโจทก์ปาก อ. ภริยาของผู้เสียหายว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายดื่มสุราในงานศพจนมีอาการมึนเมา และสภาพภายในร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุที่พยานเคยไปเที่ยวนั้นจะเปิดไฟสลัวแสงสว่างไม่ชัดเจนซึ่งก็ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย จึงเป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีน้ำหนักหนักแน่นเพียงพอที่จะใช้รับฟังลงโทษจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2556 ผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมี จ. ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหายล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้


เชิงอรรถ
  1. ^ มาตรา 226/3 ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาล หรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่าห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่(1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่ควรรับไว้ซึ่งพยานบอกเล่าใด และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้าน ก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนาม หรือชนิดและลักษณะของพยานบอกเล่า เหตุผลที่ไม่ยอมรับ และข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้น ยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน
 

Wednesday, 11 July 2018

ความผิดต่อส่วนตัวนั้นมีอายุความในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเท่าใด


ความผิดต่อส่วนตัวนั้นมีอายุความในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเท่าใด




          เมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจภายในกำหนด 3 เดือน ตามมาตรา 96 แล้ว ถือว่าผู้เสียหายประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและเมื่อสอบสวนเสร็จพนักงานอัยการก็จะฟ้องคดีต่อศาลต่อไปแต่อย่างไรก็ตามพนักงานอัยการก็ต้องฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลภายในกำหนดเวลามาตรา 96 เช่นเดียวกับคดีอาญาแผ่นดิน เช่น คดีข่มขืนเรื่องหนึ่ง นางสาวสวยเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าถูกนายหล่อข่มขืนเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาจนตั้งครรภ์ขอให้ดำเนินคดีกับนายหล่อฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม มาตรา 276 เมื่อความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดต่อส่วนตัวและนางสาวสวยได้ร้องทุกข์ภายใน3 เดือน คดีจึงไม่ขาดอายุความตาม มาตรา 96 แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดำเนินคดีกับนายหล่อภายในกำหนดเวลาตามมาตรา95



Wednesday, 28 March 2018

พยานหลักฐานในคดีอาญา



รัฐ (State) ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นรัฐที่ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิต อย่างเสรี เว้นแต่บางกรณี บางเรื่องเท่านั้นที่ไม่สามารถจะทำได้ ซึ่งเรื่องที่ทำไม่ได้หรือห้ามนั้นถือเป็นข้อยกเว้นของระบอบการปกครองนี้ และการที่รัฐจะจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน จะทำได้จะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้นตามหลักนิติรัฐ(Legal state) เมื่อเกิดการละเมิดต่อกฎหมายที่รัฐห้ามแล้ว(เฉพาะคดีอาญา) รัฐจำเป็นจะต้องมีกระบวนการที่จะคุ้มครองความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนในรัฐไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนจากการละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นในแต่ละรัฐ จึงมีกระบวนการในการที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อคุ้มครองประชาชนคนอื่นๆ ให้ปลอดภัยจากการกระทำละเมิดกฎหมายอาญานั้น

ดังนั้นรัฐที่ยึดถือทฤษฎีความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process Model) จึงต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่เน้นหนักไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพของผู้บริสุทธิ์มิให้ถูกล่างละเมิดโดยไม่เป็นธรรมจากเจ้าพนักงานของ รัฐ เช่น สิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา สิทธิของจำเลย การค้น การจับจะต้องมีหมายซึ่งออกโดยศาล เป็นต้น และหากบางกรณีมีพยานหลักฐานชิ้นสำคัญในการที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ แต่หากว่ากระบวนการที่ได้มานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่อาจจะรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ แม้พยานหลักฐานนั้นเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบก็ตาม
จะเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 วรรคแรกบัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลัก Due Process Model ต้องมีหมายของศาลเสียก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการจับหรือค้นของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยให้ศาลเป็นผู้คอยกลั่นกรองว่ามีเหตุอันสมควรให้ออกหมายหรือไม่ ส่วนตาม (1) - (4) นั้นเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้สามารถปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างทันถ่วงที ซึ่งเป็นไปตามหลัก Crime Control Model ที่เน้นการส่งเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
เมื่อพิจารณาแล้วเหมือนกับว่าทั้งสองแนวความคิดทั้ง 2 แนวนั้นแตกต่างกัน จนอาจจะดูเหมือนเส้นขนานที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันได้ หากให้น้ำหนักไปทางใดทางหนึ่งอีกทางก็ต้องเอนเอียง ต่ำหรือสูงไปด้วย(เปรียบดั่ง Crime Control Model นั้นเป็นแกน X ส่วน Due Process Model นั้นเป็นแกน Y) ดังนั้นจึงเป็นความยากของรัฐและนักกฎหมายที่จะหาจุดสมดุล ระหว่างแนวคิดทั้ง 2 ทฤษฎี เพื่อให้กระบวนการดำเนินคดีอาญาของไทยมีประสิทธิภาพในการควบคุมอาชญากรรมและ ในขณะเดียวกันก็กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้น้อยที่สุด และเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และเสรี หากให้น้ำหนักไปทางแนวความคิดใดแนวหนึ่งย่อมเสียสมดุลของกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาไป
สรุปได้ว่า ทฤษฎีว่าด้วยการควบคุมอาชญากรรม (Crime Control Model) เป็นรูปแบบที่เน้นประสิทธิของกระบวนยุติธรรม โดยมุ่งควบคุม ระงับ ปราบปรามอาชญากรรมเป็นหลัก หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีได้จะส่งผลกระทบต่อความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน ทำให้มีสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่ที่สูง นอกจากนี้มีการดำเนินคดีตามขั้นตอน จับ ควบคุมตัว การสอบสวน การฟ้องร้อง การพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลย เป็นขั้นตอนที่รวบรัด และมีประสิทธิภาพ โดยเชื่อว่าการค้นหาความจริงโดยพนักงานตำรวจ อัยการก็เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้กระทำมีความผิดจริง
จะเห็นได้ว่าตามทฤษฎีว่าด้วยการควบคุมอาชญากรรม (Crime Control Model) เน้นการการปราบปรามอาชญากรรมเป็นเรื่องหลัก เรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเป็นเรื่องรองลงไป ดังนั้นถ้าประเทศใดเน้นการควบคุมอาชญากรรมเป็นหลัก กฎหมายวิธีพิจารณาความของประเทศนั้นจะมีบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าหน้าที่มาก ส่วนทฤษฎีว่าด้วยความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process Model) นั้นยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ (rule of law) และยึดการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ กระบวนขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การจับ การค้น การควบคุมตัว การพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยต้องเป็นธรรม และต่อต้านการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบ ซึ่งตรงข้ามกับทฤษฎีว่าด้วยการควบคุมอาชญากรรม (Crime Control Model) ดังนั้นถ้าประเทศใดเน้นความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย การเป็นหลัก กฎหมายวิธีพิจารณาความของประเทศนั้นจะมีบทบัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาก
ระบบกล่าวหา (Adversarial system) นั้นแนวคิดของระบบนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประกันสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย (แนวความคิดค่อนไปทาง Due process) ดังนั้นในระบบนี้การพิจารณาคดีจะมีกระบวนขั้นตอนต่าง ๆ มากมายที่จะพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธ์ของผู้ถูกกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่แนวความคิดของระบบไต่สวน (Inquisitorial system) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์สาธารณะในการที่จะดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด (แนวคิดค่อนไปทาง Crime Control) ดังนั้นหากการดำเนินคดีอาญาเรื่องนั้นเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความก็ต้องดำเนินคดีอาญาต่อไป
ระบบกล่าวหา (Adversarial system) มีวิธีพิจารณาแบบเปิดเผย ทุกคนมีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาได้ (เห็นได้จากห้องพิจารณาคดีของระบบนี้จะเป็นห้องใหญ่และมีที่นั่งสำหรับประชนสามารถเข้าไปฟังการพิจารณาได้ แม้ไม่ได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี) และมีวิธีพิจารณาคดีด้วยวาจา (Oral proceedings) ซึ่งทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการพิจารณาแบบเปิดเผย เพื่อให้ทุกคนที่ฟังการพิจารณาคดีได้ทราบข้อเท็จจริงในคดี และในระบบนี้มีการพิจารณาคดีแบบคู่พิพาท (ฝ่ายที่กล่าวหากับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา หรือโจทก์และจำเลยในคดี) โดยที่ศาลจะวางตัวเป็นกลางและรับฟังการนำสืบของคู่พิพาทเพื่อตัดสินคดี การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในระบบนี้จึงเป็นหน้าที่ของคู่พิพาท
ส่วนระบบไต่สวน (Inquisitorial system) มีการพิจารณาคดีด้วยลายลักษณ์อักษร ใช้เอกสารเป็นหลักในการฟ้องร้องและให้การสู้คดี รวมถึงการชี้แจงต่าง ๆ ต่อศาลก็ทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีการพิจารณาแบบไม่มีคู่พิพาท มีเพียงแต่ฝ่ายผู้ไต่สวนกับผู้ถูกไต่สวน โดยที่ฝ่ายที่ถูกไต่สวนจะมีลักษณะตั้งรับ (Passive) กระบวนการทั้งหมดมาจากฝ่ายผู้ไต่สวนเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นในระบบนี้จึงมีแต่ฝ่ายที่เป็นผู้ไต่สวนกับฝ่ายที่ถูกไต่สวนเท่านั้น นอกจากนี้ระบบไต่สวนยังมีการพิจารณาคดีแบบลับ กระบวนการไต่สวนจะไม่ทำในที่สาธารณะ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะไม่ทราบอะไรมากนัก บุคคลที่เป็นพยานในคดีเองก็ไม่ทราบว่าไต่สวนเรื่องอะไรและใครเป็นผู้ต้องหา (ทั้งนี้เพื่อให้ได้ความจริงมากที่สุด)



ในคดีแพ่งนั้นมาตรฐานการพิสูจน์ ใครสามารถทำให้ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายตนมีน้ำหนักมากกว่าก็ชนะคดี แต่สำหรับมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญานั้น การพิสูจน์จะต้องทำให้ศาลที่พิจารณาคดีเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง หากพิสูจน์ไม่ถึงหรือศาลยังสงสัยอยู่ ฝ่ายที่กล่าวอ้างก็แพ้คดี ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น และตามวรรคสองเมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
พยานหลักฐานเป็นสิ่งที่เรานำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง(ข้อกฎหมายไม่ต้องใช้พยานหลักฐาน) ที่โจทก์หรือจำเลยกล่าวอ้างเพื่อแสดงให้ศาลเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่กล่าวอ้างนั้น หากศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า(ศาลรับฟังพยานหลักฐาน) ก็จะตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะคดี ตามมาตรฐานการพิสูจน์ของประเภทคดี เช่น ในคดีแพ่งหากพยานหลักฐานฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลก็จะตัดสินให้ชนะคดี แต่หากเป็นคดีอาญา โจทก์ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะชนะคดี หากศาลสงสัยศาลก็อาจจะยกประโยชน์ความสงสัยแก่จำเลยได้
พยานวัตถุ และพยานเอกสารที่ศาลจะรับฟังได้นั้นต้องเป็นพยานหลักฐานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น ซึ่งหมายความว่า หากพยานวัตถุหรือพยานเอกสารนั้นแต่เดิมนั้น ไม่มีอยู่ แต่เพราะได้เกิดมีขึ้นมาเพราะการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบด้วยประการอื่นนั้นเอง เช่น แต่เดิมจำเลยไม่ได้จำหน่ายแผ่นซีดีปลอมและไม่มีเจตนาจะจำหน่าย แต่เพราะโจทก์ไปจูงใจให้จำเลยทำปลอมขึ้นมา จำเลยจึงทำแผ่นปลอมมาจำหน่ายให้โจทก์ โจทก์จึงนำแผ่นปลอมนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีนี้ไม่ได้ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการจูงใจ
พยานวัตถุและพยานเอกสารนั้นหากได้มาโดยการจับ การค้น ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การจับ การค้น โดยไม่หมายค้นหรือหมายจับที่ออกโดยศาลอย่างถูกต้อง หรือไม่ใช่กรณีที่จับหรือค้นโดยไม่มีเหตุที่ค้นหรือจับโดยไม่มีหมาย หากการค้นหรือการจับโดยไม่ชอบนั้นเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งพยานวัตถุหรือพยานเอกสาร ก็ไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ อ้างไปศาลก็ถูกห้ามมิให้รับฟัง แม้เป็นพยานหลักฐานนั้นเกิดขึ้นโดยชอบ แต่เพราะการได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้นไม่ชอบ กฎหมายจึงห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เช่น ตำรวจสืบทราบมาว่านายแดงเป็นผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่ แต่ด้วยความรีบร้อนกลัวว่านายแดงจะรู้ตัวเสียก่อน จึงไม่ทันได้ไปขอให้ศาลออกหมายค้นบ้านนายแดง แต่จากการค้นบ้านนายแดงตำรวจได้พบยาบ้าจำนวน 2 กระสอบ ยาบ้า 2 กระสอบที่เป็นพยานวัตถุนี้จะใช้เป็นพยานหลักฐานได้เพียงใดหรือไม่
คำรับสารภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลย เป็นพยานซึ่งแตกต่างจากพยานวัตถุและพยานเอกสาร เพราะเป็นถ้อยคำ(ภาษาอังกฤษเรียกว่า Intangible Evidence) หากว่าเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ(Voluntary) แล้ว ย่อมเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ คำรับสารภาพนั้นจะต้องเป็นคำรับสารภาพที่เกิดขึ้นโดยสมัครใจ (ตามหลักMiranda Rule) จึงจะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ หากคำรับสารภาพนั้นเกิดขึ้นด้วยความไม่สมัครใจ (Involuntary) ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ดังนั้นถ้าคำรับสารภาพที่เกิดขึ้นจากความไม่สมัครใจ เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226
ในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีหลักการประการสำคัญอยู่ข้อหนึ่งเรียกว่า "สิทธิจะไม่ให้การอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ถูกฟ้องคดี" หรือเรียกว่า เขามีสิทธิที่จะไม่ให้การปลักปรำตัวเอง ดังนั้นเมื่อเขามีสิทธิที่จะไม่ให้การใดๆ เลยก็ย่อมทำได้ เป็นสิทธิของจำเลย การจะบังคับให้จำเลยให่้การย่อมเป็นการกระทำที่จำเลยไม่สมัครใจ ถ้อยคำดังกล่าวก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ดังนั้นการที่จะให้จำเลยให้การซัดทอดจำเลยเองรวมถึงจำเลยคนอื่นด้วย ย่อมเป็นการขัดกับหลักการข้างต้น จึงเป็นที่มาของการบัญญัติกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 "ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน" โดยมีหลักการดังข้างต้นที่ได้อธิบายไป ดังนั้นในคดีใดที่จำเลยถูกฟ้อง โจทก์จะอ้างจำเลยเป็นพยานฝ่ายโจทก์ไม่ได้
ปัญหาว่าพยานวัตถุที่ได้มาจากคำให้การที่ไม่ชอบนั้น เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบหรือไม่ โดยพิจารณาได้ดังนี้หากพยานวัตถุนั้นแต่เดิมนั้น ไม่มีอยู่ แต่เพราะได้เกิดมีขึ้นมาเพราะการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบด้วยประการอื่นนั้นเอง เช่นนี้ถือว่าเป็นพยานหลักฐานเกิดขึ้นโดยมิชอบ แต่ตามข้อเท็จจริงการที่ทั้งทรัพย์ของกลางและมีดที่พกติดตัวไป เป็นพยานวัตถุที่ได้มาจากคำให้การที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งสิทธิ เป็นพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นมาใหม่จากการอันมิชอบแต่อย่างใด จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาโดยมิชอบ "เป็นผลไม้ของต้นไม้ที่มีพิษ" (Fruit of the Poisonous Tree)
ปัญหาต่อมา คือ พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาโดยการกระทำที่ไม่ชอบนั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ แต่เดิมนั้นเราก็ถือกันว่า พยานหลักฐานต้องเกิดขึ้นโดยชอบและได้มาโดยชอบด้วยจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ในหลายๆกรณีก็เป็นที่น่าเสียดายที่มีพยานหลักฐานที่ชอบอยู่ แต่วิธีการได้มาไม่ชอบ ทำให้การปราบปรามอาชญากรรมไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดแนวคิดว่าเพื่อให้การปราบหรามอาชญากรรมมีประสิทธิภาพศาลอาจใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาโดยไม่ชอบได้ เป็นเหตุผลของการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1(แก้ไขเมือ ปี พศ.51)